กับดักและจิตวิทยาทางด้านการเงิน
กับดักทางด้านการเงินเป็นการดึงคนส่วนใหญ่ให้พยายามเข้ามาในตลาดการเงินเพื่อที่จะเอากำไรจากคนส่วนใหญ่และส่วนใหญ่ในตลาดจะเสียเงินเสมอ
เนื่องจากมันยากมากในการควบคุมอารมณ์และจิตใจ
เนื่องจากอารมณ์ของตลาดนั้นนักลงทุนนั้นจะต้องสนใจและต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองในการลงทุน
เนื่องจากเวลานักลงทุนอยู่ในตลาดนั้น ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของการลงทุนเพราะว่าทุกคนเข้ามาในตลาดนั้นต้องกำไรครับ
จริงไหม
ใครมันจะบ้ายอมขาดทุนล่ะหลักของจิตวิทยาการลงทุนนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยากมากที่จะมันเนื่องจากต้องทนกับอารมณ์เยอะมากผมมีหลักการอยู่
10 ข้อหลักๆ ซึ่งสามารถใช้ได้ในตลาดอยู่เสมอ
- นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาดการเงินนั้นจะ over-confident คือมั่นใจมากเกินไปพอมั่นใจมากๆเข้าเวลาเข้าไปตลาดก็ทุ่มสุดตัว ไม่ต้องบอกนะครับว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร
- ต่อจากข้อแรก คุณว่าก่อนที่วิกฤติจะมานั้น คุณจะเห็นมันไหมล่ะ ผมเชื่อเลยว่าหลายคนบอกว่าไม่เห็น เพราะว่ามันไม่มีสัญญาณการบอกว่ามันจะมาลองมานึกดูดีนะครับ เอาตอนปี 2008 ก็แล้วกันตอนแรกทุกอย่างดูดีมากแต่แล้วLehman Brother ล่มโอ้วแม่เจ้าเกิด อะไรขึ้น ปัญหาจริงๆนั้นเกิดจากการใช้ MBS (Morgan Backed Securities) แล้วนำมันมาร่วมกันเรียกว่า CDO แล้วแบ่งขายเป็นหน่วยลงทุนให้นักลงทุนแต่ใน MBS นั้นมีลูกหนี้แบบที่มีประวัติไม่ดี ไม่มีที่อยู่ ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง เป็นนี้ก็เสี่ยงมาก แล้วตราสารแบบนี้กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แล้วปํญหาเล่านี้ได้สะสมมากนานกว่า 10 ปีมีทั้งการลอบบี้และการจ่ายเงินใต้โต๊ะกันให้กับบริษัทการจัด Rating ให้ rating credit AAA ให้กับตราสารแปลกๆสุดท้ายก็ล่มทั้งหมด ผมอยากจะให้มองว่าก่อนวิกฤติจะเกิดนั้นเหตุผลนั้นต้องมีเหตุผลมา support ว่าจะเกิดแต่คนนั้นมักจะไม่มองหรือมองไม่เห็น เวลามองให้มองลึกๆนะครับ
- คน 5% นั้นจะได้กำไรและคนอีก 95% จะขาดทุนเสมอเป็นเรื่องจริงทุกครั้ง เนื่องจากเวลาตลาด Boom ทุกครั้งนั้นก็เหมือนเป็นการหลอกล่อให้คนเข้ามาเพื่อติดกับดักให้เยอะๆ เพื่อคน 5% นั้นจะได้กำไรจากเราด้วยเช่นกันเช่นทอง เชื่อไหมครับตอนปี 2012 ทองนั้น boom สุดๆว่าจะเป็นคนไหนก็ตามซื้อทองกัน ตลาดทองนั้นใหญ่ขึ้นมหาศาลเป็นไปได้ไงลองคิดดูนะครับสุดท้ายคนส่วนใหญ่เจ็งกันบางคนขาดทุน 20% ก็มี
- นักลงทุนส่วนใหญ่นั้นจะพยายามมองและประเมินคนอื่น แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อเราประเมินคนอื่น คนอื่นเราด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเวลาผมอยู่ในตลาดนั้นเวลาผมดูหุ้นบางตัวน่ะ ผมรู้สึกว่ามีคนกำลังประเมินผมอยู่ว่าผมคิดอย่างไร และในทางกลับกันผมก็ต้องประเมินเค้าด้วยว่าเค้าคิดอย่างไร ทำไงให้เราเสียตังให้เค้าโดยง่ายที่สุด นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบประเมินแค่ด้านเดียว เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดทุน
- หลักการที่ห้าคือต้องคิดไว้เสมอว่าถ้าชื้อแล้วลงล่ะหรือซื้อตอนขาลงแล้วลงต่อล่ะจะทำไง เนื่องจากการคิดแบบนี้จะทำให้เรามีเงินสดเหลืออยู่ในมือเพียงพอที่จะลงทุนต่อไปได้หรือซื้อสินทรัพย์เพิ่มได้และที่สำคัญเวลาเจ็งก็จะไม่หนักด้วยเป็นการรักษาเงินต้นไปในตัวด้วย
- จงกล้าเมือคนอื่นกลัว และ จงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า เป็นหลักการที่ใช้ได้มาทุกยุคทุกสมัย แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจมันเพราะเวลาที่คนกลัวกันหมดเลยนะ เหตุผลย่อมดูไม่ดีทุกข้อหาเหตุผลดีๆให้ชื้อไม่มีหรอก ไม่งั้นของมันจะราคาถูกเห็นเหรอครับ ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่หุ้นตกหนักๆแบบ panic sell พร้อมกับเหตุผลว่าจะลงต่อ โบรกเกอร์ทุกที่บอกให้ขายและเมือทุกคนส่วนขายราคาต้องลงต่อ แล้วเมือเป็นแบบนี้จะคนส่วนหนึ่งที่มีเงินทุนหนาเค้าก็จะชื้อ และ เมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์สถานการณ์ดีขึ้นหุ้นเริ่มขึ้นเค้าก็กำไร คนที่ขายไปแล้วก็อยากจะชื้อคืนก็เริ่มมีการไล่ราคา
- อย่าแห่ตามคนอื่น Warren Buffett เค้าบอกเอาไว้ว่าเค้าไม่สนใจแนวคิดของคนอื่นแต่จะเค้าจะศึกษาและค้นคว้าด้วยตัวเองเท่านั้น และ การไล่ตามคนอื่นเพื่อให้ได้อย่างเค้าบางคือพฤติกรรมที่ทำลายเองในตลาดการเงิน
- การชื้อหุ้นนั้นให้คิดว่าเราเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ใช่การชื้อกระดาษใบหนึ่งแล้วจะชื้อหรือขายเมื่อไรก็ได้เนื่องจากการลงทุนระยะยาวกับบริษัทที่ดีและเราไม่สนใจราคาหุ้นนั้นจะช่วยให้จิตใจนั้นมั่นคงขึ้นและต้องยึดมั่นกับพื้นฐานของบริษัทจะสามารถทำกำไรให้เราในระยะยาวได้
- เดี๋ยวนี้คนเราอดทนได้น้อยลงและผมเชื่อว่าคนเราไม่สามารถทนได้ความรวย เนื่องจาก โดยคนทั่วไปเมื่อลงทุนแล้วเมื่อมีกำไรแล้วชอบขาย ไม่สามารถทนรับปันผลปีละ 10% และเห็นราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ไป 100% 1000% สุดท้ายขายหมูแล้วก็มองหุ้นที่เราขายไปอย่างน่าเสียดาย เหมือนหุ้นตัวหนึ่งผมชื้อมันตอนที่เข้าตลาดก่อนที่จะเปิดเทรดนั้นผมได้อ่านงบการเงินถือว่าใช้ได้เลยแล้วถือมาตอนนี้มีกำไรมากกว่า 100% แล้วยังได้ปันผลไปเรื่อยๆแล้วปันผลเพิ่มขึ้นปีล่ะ 5% จากปันผลเดิมเหมือนกราฟด้านล่าง ผมชื้อตอน 4 บาทกว่าตอนนี้ 13 บาทแล้วแล้วยังมีปันผลอีกแล้วปันผลให้คุณแบบฟรีๆด้วย คุณไม่ต้องทำงานหรือทำอะไรเลย สิ่งผมจะบอกคือ ถ้าคุณทนรวยได้คุณจะรวยต่อ ถ้าคุณทนไม่ได้คุณอาจจะไม่จนนะแต่ว่าต้องลำบากหาเงินต่อก็เท่านั้นเอง
- อย่าซื้อหุ้นต่ำกว่าบาท เนื่องจากจิตวิทยาหุ้น 1 บาท ขึ้นไปเป็น 2 บาทคือ 100% ถ้าหุ้นราคา 100 บาทต้องขึ้นไปเป็น 200 บาท ถึงจะได้ 100% ฟังดูแล้วหุ้น 1 บาทขึ้นเป็น 2 บาทน่าจะง่ายกว่า 100 บาทเป็น 200 บาทแต่หุ้นราคาต่ำกว่าบาทนั้นเป็นที่นิยมกันไปทั่วโลกและหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นปั่น บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุน ข้อมูลบริษัทก็มีไม่มากนั้น และที่สำคัญมีคนปั่นทำราคาเสมอ ราคาอาจจะขึ่นลงได้ 30% ต่อวันตามอารมณ์ของตลาด
- ช่วงที่ผ่านๆทางตลาดหลักทรัพย์ให้เงินทำงานอย่าให้นอนอยู่ในธนาคาร แต่มีอย่างหนึ่งที่หลายคนไม่ได้บอกว่าคือถ้าเงินมันทำงานหนักไปเงินมันจะหนีไปจากเรา เช่นใน 7 วันนี้ให้ได้กำไร 20% ส่วนใหญ่ก็ไม่ทำการบ้านกันสุดท้ายก็ขาดทุนกันแล้วมาบอกว่าหุ้นมันไม่ดี มาร์เก็ตติ้งห่วย เจ้าของมันปั่นหุ้น แต่ความจริงคือเราไม่รอบคอบเอง
หลักการทั้งหมดนั้นเขียนขึ้นมาเพื่อความเข้าในตลาดหุ้นนะครับเพื่อเป็นหลักการที่ใช้ในการลงทุนในตลาดด้านการเงินและข้อควรระวังเนื่องจากตามที่บอกไปข้างต้นแล้วว่าจลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ใช้จิตวิทยาเป็นหลัก
แล้วตามกราฟด้านบน ผมจำได้ตอนปี 2012 ถึง เดือน 5 ปี 2013 ทุกคนที่ผมรู้จักชวนผมไปซื้อหุ้น และมีอยู่ช่วงหนึ่งผมไปเดินตามตลาดนัดหรือในศูนย์การค้ามีแม่ค้าหรือคนอื่นคุยเรื่องหุ้นว่าวันนี้พรุ่งนี้เข้าตัวไหนดี
หนังสือหุ้นขายดีมากแบบผิดปกติ ผมก็เริ่มกลัวแล้วตอนนั้นผมหยุดชื้อหุ้นตอน 1200
จุด เนื่องจากแพงมาก แล้ว คนเข้าตลาดมากเกินไป แล้วหุ้นขึ้นไปอีก
จนถึง 1650 ระหว่างทางเชื่อไหมครับว่าผมต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ยากมาก
เนื่องจากมีเพื่อนผมหลายคนบอกว่าดีมากเลยเล่นหุ้นได้กำไร 5000 บาง 10000 30000 บางล่ะผมถือยาวแล้วไม่ขาย
ผมก็เริ่มหวั่นๆใจว่าจะขายดีไหมเนี่ย Trade หุ้นดีไหมเนี่ยซื้อๆขาย
เพราะอยากได้กำไรอย่างเค้าบาง แต่ผมมี video clip การลงทุนแบบ
Warren Buffett ตวามยาว 5 นาที เชื่อไหมครับ
ผมต้องเปิดดูทุกวัน เพื่อจะได้ไม่ต้องชื้อหุ้น พอสักพักหุ้นก็ตกลงมาเพื่อนที่เคยโทรมาหายหมด
แม่ค้าไม่คุยเรื่องหุ้นแล้ว หนังสือหุ้นขายได้น้อยลง บางช่วงตกลงไป 1200 กว่าจุด ก็เริ่มหวั่นใจเช่นกันแต่ผมก็กลับมาคิดว่า หุ้นคือกิจการ แล้วผมไปดูร้านหรือสาขาของบริษัทที่เราไปซื้อหุ้นสุดท้ายทุกอย่างเหมือนเดิม
ลูกค้าเข้าใช้บริการเหมือนเดิม ก็ไม่ได้ขายแถมซื้อเพิ่มอีกสุดท้ายก็รอดมาได้ครับ


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น