วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กับดักและจิตวิทยาทางด้านการเงิน



กับดักและจิตวิทยาทางด้านการเงิน
                กับดักทางด้านการเงินเป็นการดึงคนส่วนใหญ่ให้พยายามเข้ามาในตลาดการเงินเพื่อที่จะเอากำไรจากคนส่วนใหญ่และส่วนใหญ่ในตลาดจะเสียเงินเสมอ เนื่องจากมันยากมากในการควบคุมอารมณ์และจิตใจ เนื่องจากอารมณ์ของตลาดนั้นนักลงทุนนั้นจะต้องสนใจและต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองในการลงทุน เนื่องจากเวลานักลงทุนอยู่ในตลาดนั้น ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของการลงทุนเพราะว่าทุกคนเข้ามาในตลาดนั้นต้องกำไรครับ จริงไหม ใครมันจะบ้ายอมขาดทุนล่ะหลักของจิตวิทยาการลงทุนนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างยากมากที่จะมันเนื่องจากต้องทนกับอารมณ์เยอะมากผมมีหลักการอยู่ 10 ข้อหลักๆ ซึ่งสามารถใช้ได้ในตลาดอยู่เสมอ

  1. นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาดการเงินนั้นจะ over-confident คือมั่นใจมากเกินไปพอมั่นใจมากๆเข้าเวลาเข้าไปตลาดก็ทุ่มสุดตัว ไม่ต้องบอกนะครับว่าสุดท้ายจะเป็นอย่างไร 
  2. ต่อจากข้อแรก คุณว่าก่อนที่วิกฤติจะมานั้น คุณจะเห็นมันไหมล่ะ ผมเชื่อเลยว่าหลายคนบอกว่าไม่เห็น เพราะว่ามันไม่มีสัญญาณการบอกว่ามันจะมาลองมานึกดูดีนะครับ เอาตอนปี 2008 ก็แล้วกันตอนแรกทุกอย่างดูดีมากแต่แล้วLehman Brother ล่มโอ้วแม่เจ้าเกิด อะไรขึ้น ปัญหาจริงๆนั้นเกิดจากการใช้ MBS (Morgan Backed Securities) แล้วนำมันมาร่วมกันเรียกว่า CDO แล้วแบ่งขายเป็นหน่วยลงทุนให้นักลงทุนแต่ใน MBS นั้นมีลูกหนี้แบบที่มีประวัติไม่ดี ไม่มีที่อยู่ ไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง เป็นนี้ก็เสี่ยงมาก แล้วตราสารแบบนี้กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แล้วปํญหาเล่านี้ได้สะสมมากนานกว่า 10 ปีมีทั้งการลอบบี้และการจ่ายเงินใต้โต๊ะกันให้กับบริษัทการจัด Rating ให้ rating credit AAA ให้กับตราสารแปลกๆสุดท้ายก็ล่มทั้งหมด ผมอยากจะให้มองว่าก่อนวิกฤติจะเกิดนั้นเหตุผลนั้นต้องมีเหตุผลมา support ว่าจะเกิดแต่คนนั้นมักจะไม่มองหรือมองไม่เห็น เวลามองให้มองลึกๆนะครับ 
  3.  คน 5% นั้นจะได้กำไรและคนอีก 95% จะขาดทุนเสมอเป็นเรื่องจริงทุกครั้ง เนื่องจากเวลาตลาด Boom ทุกครั้งนั้นก็เหมือนเป็นการหลอกล่อให้คนเข้ามาเพื่อติดกับดักให้เยอะๆ เพื่อคน 5% นั้นจะได้กำไรจากเราด้วยเช่นกันเช่นทอง เชื่อไหมครับตอนปี 2012 ทองนั้น boom สุดๆว่าจะเป็นคนไหนก็ตามซื้อทองกัน ตลาดทองนั้นใหญ่ขึ้นมหาศาลเป็นไปได้ไงลองคิดดูนะครับสุดท้ายคนส่วนใหญ่เจ็งกันบางคนขาดทุน 20% ก็มี 
  4.  นักลงทุนส่วนใหญ่นั้นจะพยายามมองและประเมินคนอื่น แต่ไม่เคยคิดเลยว่าเมื่อเราประเมินคนอื่น คนอื่นเราด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเวลาผมอยู่ในตลาดนั้นเวลาผมดูหุ้นบางตัวน่ะ ผมรู้สึกว่ามีคนกำลังประเมินผมอยู่ว่าผมคิดอย่างไร และในทางกลับกันผมก็ต้องประเมินเค้าด้วยว่าเค้าคิดอย่างไร ทำไงให้เราเสียตังให้เค้าโดยง่ายที่สุด นักลงทุนส่วนใหญ่ชอบประเมินแค่ด้านเดียว เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขาดทุน 
  5.  หลักการที่ห้าคือต้องคิดไว้เสมอว่าถ้าชื้อแล้วลงล่ะหรือซื้อตอนขาลงแล้วลงต่อล่ะจะทำไง เนื่องจากการคิดแบบนี้จะทำให้เรามีเงินสดเหลืออยู่ในมือเพียงพอที่จะลงทุนต่อไปได้หรือซื้อสินทรัพย์เพิ่มได้และที่สำคัญเวลาเจ็งก็จะไม่หนักด้วยเป็นการรักษาเงินต้นไปในตัวด้วย 
  6.  จงกล้าเมือคนอื่นกลัว และ จงกลัวเมื่อคนอื่นกล้า เป็นหลักการที่ใช้ได้มาทุกยุคทุกสมัย แต่น้อยคนนักที่จะเข้าใจมันเพราะเวลาที่คนกลัวกันหมดเลยนะ เหตุผลย่อมดูไม่ดีทุกข้อหาเหตุผลดีๆให้ชื้อไม่มีหรอก ไม่งั้นของมันจะราคาถูกเห็นเหรอครับ ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่หุ้นตกหนักๆแบบ panic sell พร้อมกับเหตุผลว่าจะลงต่อ โบรกเกอร์ทุกที่บอกให้ขายและเมือทุกคนส่วนขายราคาต้องลงต่อ แล้วเมือเป็นแบบนี้จะคนส่วนหนึ่งที่มีเงินทุนหนาเค้าก็จะชื้อ และ เมื่อเวลาผ่านไปเหตุการณ์สถานการณ์ดีขึ้นหุ้นเริ่มขึ้นเค้าก็กำไร คนที่ขายไปแล้วก็อยากจะชื้อคืนก็เริ่มมีการไล่ราคา 
  7.  อย่าแห่ตามคนอื่น Warren Buffett เค้าบอกเอาไว้ว่าเค้าไม่สนใจแนวคิดของคนอื่นแต่จะเค้าจะศึกษาและค้นคว้าด้วยตัวเองเท่านั้น และ การไล่ตามคนอื่นเพื่อให้ได้อย่างเค้าบางคือพฤติกรรมที่ทำลายเองในตลาดการเงิน
  8. การชื้อหุ้นนั้นให้คิดว่าเราเป็นเจ้าของกิจการ ไม่ใช่การชื้อกระดาษใบหนึ่งแล้วจะชื้อหรือขายเมื่อไรก็ได้เนื่องจากการลงทุนระยะยาวกับบริษัทที่ดีและเราไม่สนใจราคาหุ้นนั้นจะช่วยให้จิตใจนั้นมั่นคงขึ้นและต้องยึดมั่นกับพื้นฐานของบริษัทจะสามารถทำกำไรให้เราในระยะยาวได้ 
  9.  เดี๋ยวนี้คนเราอดทนได้น้อยลงและผมเชื่อว่าคนเราไม่สามารถทนได้ความรวย เนื่องจาก โดยคนทั่วไปเมื่อลงทุนแล้วเมื่อมีกำไรแล้วชอบขาย ไม่สามารถทนรับปันผลปีละ 10% และเห็นราคาหุ้นขึ้นไปเรื่อยๆ ไป 100% 1000% สุดท้ายขายหมูแล้วก็มองหุ้นที่เราขายไปอย่างน่าเสียดาย เหมือนหุ้นตัวหนึ่งผมชื้อมันตอนที่เข้าตลาดก่อนที่จะเปิดเทรดนั้นผมได้อ่านงบการเงินถือว่าใช้ได้เลยแล้วถือมาตอนนี้มีกำไรมากกว่า 100% แล้วยังได้ปันผลไปเรื่อยๆแล้วปันผลเพิ่มขึ้นปีล่ะ 5% จากปันผลเดิมเหมือนกราฟด้านล่าง ผมชื้อตอน 4 บาทกว่าตอนนี้ 13 บาทแล้วแล้วยังมีปันผลอีกแล้วปันผลให้คุณแบบฟรีๆด้วย คุณไม่ต้องทำงานหรือทำอะไรเลย สิ่งผมจะบอกคือ  ถ้าคุณทนรวยได้คุณจะรวยต่อ ถ้าคุณทนไม่ได้คุณอาจจะไม่จนนะแต่ว่าต้องลำบากหาเงินต่อก็เท่านั้นเอง
     
  10. อย่าซื้อหุ้นต่ำกว่าบาท เนื่องจากจิตวิทยาหุ้น 1 บาท ขึ้นไปเป็น 2 บาทคือ 100% ถ้าหุ้นราคา 100 บาทต้องขึ้นไปเป็น 200 บาท ถึงจะได้ 100% ฟังดูแล้วหุ้น 1 บาทขึ้นเป็น 2 บาทน่าจะง่ายกว่า 100 บาทเป็น 200  บาทแต่หุ้นราคาต่ำกว่าบาทนั้นเป็นที่นิยมกันไปทั่วโลกและหุ้นส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นปั่น บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุน ข้อมูลบริษัทก็มีไม่มากนั้น และที่สำคัญมีคนปั่นทำราคาเสมอ ราคาอาจจะขึ่นลงได้ 30% ต่อวันตามอารมณ์ของตลาด
  11. ช่วงที่ผ่านๆทางตลาดหลักทรัพย์ให้เงินทำงานอย่าให้นอนอยู่ในธนาคาร แต่มีอย่างหนึ่งที่หลายคนไม่ได้บอกว่าคือถ้าเงินมันทำงานหนักไปเงินมันจะหนีไปจากเรา เช่นใน 7 วันนี้ให้ได้กำไร 20% ส่วนใหญ่ก็ไม่ทำการบ้านกันสุดท้ายก็ขาดทุนกันแล้วมาบอกว่าหุ้นมันไม่ดี มาร์เก็ตติ้งห่วย เจ้าของมันปั่นหุ้น แต่ความจริงคือเราไม่รอบคอบเอง
หลักการทั้งหมดนั้นเขียนขึ้นมาเพื่อความเข้าในตลาดหุ้นนะครับเพื่อเป็นหลักการที่ใช้ในการลงทุนในตลาดด้านการเงินและข้อควรระวังเนื่องจากตามที่บอกไปข้างต้นแล้วว่าจลาดหุ้นเป็นสถานที่ที่ใช้จิตวิทยาเป็นหลัก

แล้วตามกราฟด้านบน ผมจำได้ตอนปี 2012 ถึง เดือน 5 ปี 2013 ทุกคนที่ผมรู้จักชวนผมไปซื้อหุ้น และมีอยู่ช่วงหนึ่งผมไปเดินตามตลาดนัดหรือในศูนย์การค้ามีแม่ค้าหรือคนอื่นคุยเรื่องหุ้นว่าวันนี้พรุ่งนี้เข้าตัวไหนดี หนังสือหุ้นขายดีมากแบบผิดปกติ ผมก็เริ่มกลัวแล้วตอนนั้นผมหยุดชื้อหุ้นตอน 1200 จุด เนื่องจากแพงมาก แล้ว คนเข้าตลาดมากเกินไป แล้วหุ้นขึ้นไปอีก จนถึง 1650  ระหว่างทางเชื่อไหมครับว่าผมต้องควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ยากมาก เนื่องจากมีเพื่อนผมหลายคนบอกว่าดีมากเลยเล่นหุ้นได้กำไร 5000 บาง 10000 30000 บางล่ะผมถือยาวแล้วไม่ขาย ผมก็เริ่มหวั่นๆใจว่าจะขายดีไหมเนี่ย Trade หุ้นดีไหมเนี่ยซื้อๆขาย เพราะอยากได้กำไรอย่างเค้าบาง แต่ผมมี video clip การลงทุนแบบ Warren Buffett ตวามยาว 5 นาที เชื่อไหมครับ ผมต้องเปิดดูทุกวัน เพื่อจะได้ไม่ต้องชื้อหุ้น พอสักพักหุ้นก็ตกลงมาเพื่อนที่เคยโทรมาหายหมด แม่ค้าไม่คุยเรื่องหุ้นแล้ว หนังสือหุ้นขายได้น้อยลง บางช่วงตกลงไป 1200 กว่าจุด ก็เริ่มหวั่นใจเช่นกันแต่ผมก็กลับมาคิดว่า หุ้นคือกิจการ แล้วผมไปดูร้านหรือสาขาของบริษัทที่เราไปซื้อหุ้นสุดท้ายทุกอย่างเหมือนเดิม ลูกค้าเข้าใช้บริการเหมือนเดิม ก็ไม่ได้ขายแถมซื้อเพิ่มอีกสุดท้ายก็รอดมาได้ครับ

วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ถูกแพงดูที่อะไร


ถูกแพงดูที่อะไร
                อยากจะบอกว่าเป็นปัญหาที่เกือบจะโลกแตกมากเนื่องจากหลักการจริงๆนั้นมีอยู่ และ คนส่วนใหญ่ลืมมันและใช้ความรู้สึกและการกะเก็งแบบมั่วๆในการดูว่าอะไรถูกแพง ในบทจะไม่พูดถึงทองนะครับ เนื่องจากเมื่อไรก็ตามที่มีการยกเลิกมาตรฐานทองคำ คุณจะได้เห็นราคาตกแน่นอน หุหุ ส่วน พันธบัตร นี้ราคาขึ้นลงตามดอกเบี้ยและหน้าตั๋วเอาซึ่งดูได้ไม่ยากการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ยกเว้นตอนที่สภาวะตลาดไม่ปกติ เช่น มีวิกฤติ หรือ ตลาดนนั้นขาดความเชื่อมั่น
                ส่วนหุ้นนั้นการจะดูว่าถูกแพงนั้นผมบอกคุณได้เลยว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยแต่ตัวเลขบางตัวอาจจะหลอกกันได้ความจริงไม่ได้หลอกหรอกเพียงแต่คุณเองอาจจะดูไม่ทั่วถึง ตัวเลขบางตัวใช้ในธุรกิจกับธุรกิจไม่ได้ และ ใครอ่านบทนี้รับรองหลังจากอ่านเสร็จคุณอาจจะวิง่ไปบนตึกแล้วบอกว่าเข้าถึงแล้ว แต่ความยากจริงๆนั้นอยู่ที่จิตใจครับ อ่านได้ในบทแรกๆ เอาเลยมาดูกันว่าถูกแพงหุ้นมันดูงั้นยัง คุณว่ามันดูที่ราคาอย่างเดียวหรือเปล่า     เช่นหุ้น BBL ราคา 200 คุณต้องชื้อขั้นต่ำ 100 หุ้นจ่ายเงิน 2 หมื่นบาท หลายคนจะบอกว่าแพง ถ้าเป็นหุ้นบางตัวราคาหุ้นล่ะ 1 บาทชื้อขั้นต่ำ 100 หุ้นเหมือนกันจ่ายแค่ 100 บาทหลายคนจะบอกว่าถูก จะบอกว่าถ้าคูณมองแบบนี้เมื่อไรเตรียมตัวให้ดีนะครับ การที่หุ้นถูกนั้นให้ดูที่  P/E  P/BV และ D/E หรือ หนี้สินต่อหุ้นร่วมทั้ง ROE บางบอกว่าเยอะจัง ผมบอกแล้วนะครับว่า บางตัวใช้ไม่ได้กับบางธุรกิจเช่น D/E นั้นใช้ไม่ได้กับธนาคารเพราะธนาคารนั้นหนี้เยอะมากเนื่องจากเงินฝากนั้นคือหนี้ของธนาคารเพราะธนาคารนั้นจะจ่ายเงินคืนเมือทาวถามพร้อมกับดอกเบี้ย หุ้น BBL ที่เอามาให้ดูคุณเห็นอะไรไหมครับ ที่ผมให้สังเกตคือ P/E กับ P/BV แล้วก็ ROE แล้ว เอ๋แล้วค่าสามค่านี้ต้องดูยังไงบางที่ผมให้ดูคือ

  1. P/E คือราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น ดังนั้นP/E นั้นถ้าไม่เกิน 15 เท่านั้นถือว่าใช้ได้นะยังไม่แพงมาก
  2. P/BV นั้นคือราคาหารด้วยมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นถ้ามีค่ามากกว่า  1 แสดงว่าซื้อหุ้นได้แพงกว่าเจ้าของลงทุน ถ้าน้อยกว่า 1 แสดงซื้อหุ้นได้ถูกกว่าเจ้าของลงทุน  P/BV นั้น 1.20 ถือว่าไม่แพง ถ้าไม่เกิน 1.5 ถือว่าซื้อได้ ถ้าเป็นผมจะชื้อ P/BV ที่อาจจะต่ำกว่า 1 เนื่องจากสามารถซื้อได้ต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ถ้าดูราคาของกิจการคือ 160.73 ใครซื้อได้ 160 หรือ ต่ำกว่านั้น หุหุ บอกเลยว่าได้ของถูก
  3. ROE นั้นต้องได้ 12 เท่าต่อปีหรือมากกว่านั้นเหมือนได้กำไรเดือนล่ะ 1% หรือมากกว่านั้น



 มาดูหุ้นตัวต่อไป ธนาคารธนชาติให้สังเกตที่ P/E ครับทำไมจากอยู่ 9.49 มาเหลือที่ 4.31เท่านั้นเกิดจากมีกำไรพิเศษที่เพิ่มมาจากนโนบายรถคันแรกของรัฐบาลกับทางธนชาติได้ขายธุรกิจประกันให้กับ บริษัท prudential ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นเมือไปหารกับราคาแล้วจึงทำให้ P/E ลดลง ดังนั้น P/E ที่มาแสดงนี้นั้นจะไม่สามารถใช้ได้ ผมเองได้เผื่อความเสี่ยงให้ P/E เท่ากับ 8.5 เท่าซึ่งผมเองก็รับได้  แต่เนื่องจาก P/BV อยู่ที่  0.85 เท่าถือว่าน่าลงทุน ROE อยุ่ที่ 13.53 เท่า ใช้ค่าของปี 2012 เนื่องจากตอนนั้นยังไม่ได้ Book กำไรพิเศษลงไป ปันผล 4.6% ถือว่าใช้ได้ครับ ตามภาพด้านล่างนั้นตามที่บอกหนี้ของธนาคารคือเงินฝาก และ รายได้ส่วนหนึ่งของธนาคารหลักๆนั้นมาจากการปล่อยกู้และสินเชื่อ




มาดูหุ้นตัวที่สาม BTS รายได้หลักๆมาจากการเดินรถและค่าโดยสารเป็นหลัก ปี 2013 นั้นมีการ book กำไรพิเศษจากการขาย หน่วยลงทุน BTSGIF แล้วเอามาหมุนเป็นเงินเพื่อใช้หนี้ เลยทำให้ส่วนของ P/E นั้นดูเหมือนถูกแต่จริงๆนั้นไม่ถูกเลย P/BV 1.82 เท่าไม่น่าสนในเลย สรุป P/E ไม่สามารถใช้ได้เนื่องจจากมีกำไรพิเศษ การหมุนเงินจากการขาย BTSGIF ไปใช้หนี้นั้นทำให้ D/E หรือหนี้ต่อส่วนผู้ถือหุ้นลดลงถือว่าดี สรุปแล้วราคาหุ้นนี้ยังไม่น่าซื้อและแพงด้วย



จากที่เอามาให้หุ้นมาให้ดูนนั้นไม่ได้ให้ซื้อตามนะครับบอกไว้ก่อน ที่เอามาเพื่อเป็นการดูและวิเคราะห์ว่าหุ้นถูกแพงดูที่อะไรเป็นหลักแต่ บางอย่างก็ต้องใช้ข้อมูลจากที่อื่นประกอบเช่นกำไรพิเศษ เพื่อไม่ให้วิเคราะห์ผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อการลงทุนและ อื่น ส่วน P/BV นั้นไม่สามารถใช้ได้กับบริษัทที่ดำเนิน การให้บริการหรือ Holding company เนื่องจากทรัพย์สินนั้นจับต้องไม่ได้

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

Money Game



Money Game

เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไป รวมทั้งธนาคารและธุรกิจการเงินหลายแห่งส่งเสริมให้ประชาชนมีการออมเงินไว้ในหลักทรัพย์หลายประเภท บางที่ให้ดอกเบี้ยสูงมาในการฝากเงิน เลยเป็นที่มาว่า Money Game ได้ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้เป็นข้อมูลและหลักการตัดสินใจในการลงทุนและจะเป็นการเล่นเรื่องราวจากประสบการณืจริงแบบเล่นจริงเจ็บจริงในตลาดการเงิน

Money Game หรือ เกมการเงินที่แท้จริงคืออะไร เกมการเงินนั้นเป็นการเล่นเกมในรูปแบบที่ใช้รับบทุนนิยมเป็นหลักในการเล่นเพื่อที่จะสามารถเอาเงินจากกระเป๋าคนหนึ่งมาสู่กระเป๋าอีกคนหนึ่งได้โดยที่คนที่เสียนั้นยอมที่จะควักเงินจากกระเป๋าตัวเองแล้วยื่นให้ฝ่ายตรงข้ามได้อย่างง่ายดายฟังดูแล้วอาจจะน่ากลัวและตนหลายคนพยายามที่จะหลีกหนีมัน แต่เชื่อไหมครับว่าหนียังไงเค้าก็พยายามให้คุณพยายามติดกับดักมาเล่นอยู่ดี เอ๋ยังไงกัน บางคนบอกว่า ผมไม่เล่น หุ้น ทองผมก็ไม่เล่น เอาแต่ฝากเงินอย่างเดียว ผมเล่นที่ไหน  แต่เชื่อไหมครับว่า เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นเครื่องมือที่ระบบทุนนิยมเค้าใช้ให้มาเพิ่อบังคับว่าให้เราเล่น เพราะ ถ้าธนาคารไหนให้ดอกสูง เราก็จะเอาไปฝากกลับธนาคารนั้นจริงไหมครับซึ่งกลักทรัพย์บางอย่างก็เสี่ยงนะแต่คนไม่สนใจสนใจอย่างเดียวคือกำไร

                และไม่ว่าบางคนพยายามจะเล่นเกมแบบไหนก็ตามทำไมจบด้วยแบบเดิมๆ ซ้ำๆ คนที่เสียก็เสียอยู่ประจำเลย คนที่ได้กำไรก็ได้กำไรไปเรื่อยๆ และคนส่วนใหญ่ในตลาด 80%-90% จะต้องเสียตลอดในตลาดการเงิน ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งที่เปิดร้านขายขนมชื่อดังแห่งหนึ่งตอนปี 2013 นั้นเสียหายไป 10 ล้านบาททั้งจากหุ้น ทองคำ น้ำมัน สารพัดทุกอย่าง และหลักจริงๆนั้นมันอยู่ที่ใด ตอนช่วง 6 เดือนแรกผมก็ขาดทุนเหมือนกับคนอื่นๆนะ และ ผมโชคดีตรงที่ว่า ผมกลับมานั่งคิดว่า เราทำผิดไรฟ่ะ คนอื่นกำไร เรา ขาดทุน ตลาดขึ้นทุกวัน บางวันขายหุ้นปุ๊ป หุ้นวิ่งเลย อาวกำล่ะ ขายหมูไปชะงั้น และก็ไปค้นฟบว่าความจริงมันมีเรื่องของอารมณ์ และ จิตวิทยามาเกี่ยวข้องด้วย

                ตลาดในเมืองไทยบางวันก็ไม่ง่าย มี Hedge Fund หลายกองมาก ที่จอดูหุ้นสี่ห้าจอก็ขาดทุนได้ จากช่วงกลางปีถึงปลายปี 2013 เพราะอารมณ์ของตลาดนั้นผันผวนมากบางวันตลาดหุ้นช่วงเช่าถึงบ่ายสามโมงทุกอย่างก็ไปได้สวยขึ้นไป 30 จุด พอครึ่งช่วงโมงก่อนปิดตลาดลงไป 70 จุด แล้วบางคนเกิดคำถามว่าเอาไงต่อดี บางคนเสียหายหนักมากจนออกไปจากตลาดก็มี

                Money Game มันเป็นการหากินจากตลาดการเงินที่อยู่ในภาวะการเก็งกำไรตลาดเวลาซึ่งมันไม่ได้เป็นการลงทุนที่แท้จริงและมันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยเนื่องจาก ถ้าง่ายจริง ก็ไม่ต้องทำงานแล้วสิ จริงไหม มาเล่นหุ้น เล่นทองง่ายกว่าได้กำไรกว่าเยอะมาก จะมาเนื่อยทำไม เนื่องจากการหมุนเวียนและสภาพคล่องสูงขนาดหมื่อล้านนะเหตุผลนั้นมามาใช้ได้แค่ 30% เท่านั้นเอง อีกที่เหลือมานั่งเดาเอาครับว่า อีกฝั่งหนึ่งที่เราจะเอากำไรจากเขาหรือ เขาจะมาเอากำไรจากเราอยู่ นั้นคิดอะไรอยู่เดี๋ยวจะเอามาดูกันแบบเห็นๆเลย ติดตามได้ในตอนต่อไป