วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

การทำประกันสะสมทรัพย์ปลอดภัยจริงหรือ

การทำประกันสะสมทรัพย์ปลอดภัยจริงหรือ

           การทำประกันคงไม่มีคนรู้จักเนื่องประกันนั้นเกี่ยวข้องกับใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็น การใช้รถ สุขภาพ รวมไปถึงการใช้สิทธิ์ลดภาษี ในบทความนี้เรามาพูดถึงเรื่องประกันสะสมทรัพย์กัน

            ประกันสะสมทรัพย์คืออะไร คือการทำประกันชีวิตและจ่ายเบี้ยจำนวนหนึงไปจบครบสัญญา ถ้ายังไม่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพภาวร ประกันจ่ายเงินคืนให้ทั้งหมดเมือครบสัญญาพร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่ง 

           แต่มีใครเคยสงสัยไหมครับว่า เงินอีกจำนวนหรือหรือผลตอบแทนจริงมาจากไหน หลายคนนั้นไม่รู้ เพราะคิดว่าได้ก็ดีโดยไม่สนใจว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ลองคิดดูสิว่า ถ้าทางบริษัทประกันจ่ายไม่ได้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร บางคนบอกจะไม่จ่ายได้ยังไงมี คปภ อยู่ เดียวเรามาดูกันว่าเงินท่านที่จ่ายไปนั้นไปอยู่ที่ไหนบาง และ ทำไมบริษัทประกันถึงอยู่ได้แถมรวยด้วย

           จริงแล้วเงินนั้นไปอยู่ในหลักทรัพย์ต่างๆ เงินที่เราจ่ายเบี้ยไปนั้น เขาสามารถเอาไปทำอะไรก็ได้ยำ้ว่าอะไรก็ได้ เขาสามารถเอาไปลงทุนเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ได้ แล้วถ้าเงินเราหายหรือขาดทุนมีใครรับผิดชอบไหม ผมว่าต้องไปดูกฏหมายว่ามีการรองรับหรือไม่ ใครที่คิดทำประกันสะสมทรัพย์ไว้เสี่ยงน้อยกว่า RMF LTF คิดใหม่ได้เลยนะครับ เราจะมาดูกันว่าเงินเราไปอยู่ตรงไหน


         ตรงที่ Highlight นั้นเห็นไหมครับว่า เงินเรานั้นไปลงในหุ้นตั้ง 23.7% ซึ่งอันนี้จะรวมเบี้ยประกันจากส่วนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเบี้ยอะไรก็ตามจัดไปในหุ้นแล้ว 23.7% หลายๆคนบอกว่าไม่เสี่ยง หุหุ
ซึ่งสามารถลงทุนในตลาดและนอกตลาดหลักทรัพย์ และ ที่สำหรับเวลาตลาด Crash ขึ้นมาเงินหายขึ้นมานี่คิดดูเองเองนะ ส่วนพันธบัตรรัฐบาลก็สามารถขาดทุนได้เช่นเดียวกัน ใครก็พูดว่ามันเป็น Weath Protection ถูกครับไม่ผิดแต่ถ้าคุณจ่ายเบี้ยไปแล้วเสียเปล่าไม่ค่อยเท่าไรครับ สามารถเอาจากของคนอื่นมาแทนได้อยู่ แต่ประกันสะสมทรัพย์นี่สิเสี่ยงแบบปานกลาง เพราะเงินเราเองนั้นเขาเอาไปทำอะไรลงทุนอะไรก็ได้แล้ะแต่สิทธิ์ ซึงในประเทษไทยเชื่อว่ายังไม่มีกฎหมายตัวนี่รองรับ

        นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่แบงค์หลายๆที่พยายามยัดเยียดประกันให้ลูกค้าความจริงไม่มีอะไรหรอกเงินทั้งนั้น เงินเบี้ยนประกันที่เราเสียไปนั้นก็เงินเดือนของพนักงงานแบงค์ด้วย เดียวนี้ Bank นั้นไม่มีรายได้จากการกู้ยืมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ผลประโยชน์ทั้งนั้น  ขอฝากไว้เป็นขอคิดสำหรับคนทำประกัน



วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความลับการลงทุน


ความลับการลงทุน

        เนื่องจากที่ผ่านมานั้น การลงทุนนั้นต้องอาศัยมุมมองมากกว่า 1 มิติ ไม่ใช่แค่เลือกหุ้นถูกตัวแล้วก็ได้กำไร การลงทุนจริงนั้นต้องอาศัยการบริหารต่างๆด้วย ซึ่งผมขอแยกเป็นสามส่วนได้ดังนี้
  1. การจัดการ Portfolio
  2. การจัด Asset Allocation
  3. การจัดสรรเงินลงทุน หรือ Money Management
  4. หลักการในการลงทุน
        ส่วนแรก การจัดการ Portfolio ของการลงทุนนั้น บางคนอาจจะถามว่า Portfolio ผมเล็กจะจัดไปทำไม การจะมี Port เล็กหรือใหญ่นั้นไม่สำคัญ ยิ่ง port เล็กต้องยิ่งจัด เพราะสามารถลดโอกาสการขาดทุนได้ คนส่วนใหญ่พอ Port เล็กเสี่ยงเต็มที่เพื่อให้ Port โตก่อน ใครคิดแบบนี้ระวังนะครับ ผมเองก็เคย Port เล็กมาก ตอนนั้นเล่น Day Trade แล้วปรากฎว่าเจ็งครับ Cut Loss ไปที่ - 20% การจัด Portfolio เองนั้นต้องแบ่งดังนี้ครับ
  • ส่วนแรกการลงทุนระยะยางเพื่อสร้าง Cash Flow ให้กับเรา
  • ส่วนที่สอง เล่นเก็งกำไร เพื่อให้ port โตไปพร้อมๆกัน
 โดยทั่วไปจะจัดการลงทุนในส่วนแรกและส่วนที่สองเป็น 70:30 หรือ 80:20 ซึ่งสามารถปรับได้ตามความเหมาะสมของการลงทุนแต่ละคนไป การทำแบบนี้จะช่วยลดการขาดทุนลงไปได้

http://economictimes.indiatimes.com/photo/18640728.cms



        ส่วนที่สอง Asset Allocation เนื่องจากการลงทุนแบบ Asset Allocation นั้นนอกจากจะลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้แล้ว ยัง สามารถ สร้าง Multiple Income ได้ด้วยซึ่งสามารถสร้าง Cash Flow ได้มากกว่า 1 ครั้งในรอบปีหรือปันผลมากกว่า 1 ครั้งนั้นเอง การลงทุนนั้นต้องขนะอัตราเงินเฟ้อด้วยนะครับโดยทั้วไปแล้วเงินเฟ้อของประเทศเราอยู่ที่ 3% โดยเราสามารถแบ่งหลักทรัพย์ที่ลงทุนได้ตามนี้ครับ
  1. หุ้นปันผลสูงและ Low Beta
  2. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่ลงทุนใน นิคมและคลังสินค้า           
  3. หุ้นพื้นฐานดีและมีปันผล (*แนะนำให้เก็บเมือราคาอ่อนตัว)



หุ้น Low Beta คืออะไร หุ้นแต่ละตัวนั้นจะมีค่า Beta ที่ไม่เท่ากัน ค่า Beta นั้นจะเป็นตัวชีวัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาหลักทรัพย์และดัชนี โดยค่า Beta นั้นจะมีทั้งหมดสี่รูปแบบ
  • หุ้นที่มีค่า Beta > 1 หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้มากกว่าดัชนีหลักทรัพย์
  • หุ้นที่มีค่า Beta 0.6 - 1.0 หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้เท่ากับดัชนีหลักทรัพย์
  • หุ้นที่มีค่า Beta 0.0 - 0.6 หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้น้อยกว่าดัชนีหลักทรัพย์
  • หุ้นที่มีค่า Beta < 0 หรือ ติดลบ หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้โดยผกผันกับดัชนีหลักทรัพย์
ส่วนการลงทุนในตัวไหนสัดส่วนเท่าไรสามารถจัดได้ตามใจชอบได้เลยครับโดยส่วนตัวผมเองแล้วจะลงทุนในรูปแบบ 30% : 50% : 20%

http://www.forexschoolonline.com/wp-content/uploads/2013/07/money-management.png


        ส่วนที่สาม Money Management ในส่วนนี้หลายคงคงรู้จักดี แต่เรื่องการจัดการเงินนี้ โดยหลักแล้วคือการถือเงินไว้ใน Portfolio เพื่อทำการสำรองไว้ในกรณีที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์เพิ่มเติม โดยทั่วไปจะอยู่ในระหว่าง 5-20% ของ Portfolio

        ส่วนที่สี่หลักการในการลงทุน เราต้องมีหลักการในการลงทุนเพื่อจัดทำแผนในการเข้าลงทุนเช่น เราจะชื้อเมือราคาตำ่กว่าต้นทุนหรือ ถ้าลงไป 10% เราจะชื้อเพิ่มเป็นต้นในส่วนตัวของผมจะมีหลักง่ายคือ การลงทุนเน้นคุณค่า และ การใช้ จิตวิทยาการลงทุนเข้ามาช่วยด้วยเพื่อทำเราสามารถชื้อหุ้นหรือ Asset ได้ในราคาที่ถูก ใครจำได้ช่วงมีม๊อบปิดสนามบินหุ้น AOT ลงไป 16 ตอนนี้ 200-300 กำไรกี่เด้งปันผล 3-5 ปีก็คืนทุนแล้ว

         การลงทุนนั้นไม่ยากครับ แต่ต้องมองหลายมุมด้วยนอกจากการเลือกหุ้น และ เราควรมีเป้าหมายด้วยครับว่าปีนี้จะเอาปันผลหรือ Return เท่าไร ซึ่งเวลาผมชื้อหุ้นนั้นผมจะมองที่ Dividend ให้เท่าไรพอใจที่ราคานี้ไหม และ จะไม่ขายจนกว่าจะมีอะไรมากระทบจนพื้นฐานเปลี่ยน และ จะไม่มองราคาอีกเลยหลังจากที่ซื้อแล้ว จาก ปีแรกลงทุนได้ปันผลมา 54 บาท ตอนนี้ได้เยอะอยู่เหมือนกัน โดยอาศัยเงินตัวเองล้วนๆครับ ไม่มีเงินคนอื่นเลย

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

การสร้าง Portfolio ในช่วงที่ตลาดผันผวนและ เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

การสร้าง Portfolio ในช่วงที่ตลาดผันผวนและ เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

          ในการสร้าง Portfolio การลงทุนนั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินเยอะอย่างที่หลายๆคนนั้นเข้าใจกัน เนื่องจากช่วงตลาดผันผวนและไม่แน่นอนแบบนี้สร้างความกังวลใจนักลงทุนแน่นอน แล้วเราจะลงทุนเราต้องดุอะไรใรสภาวะแบบนนี้ ทุกหุ้นตกทุกวัน เศรษฐกิจก็ไม่ดีหรือโตแบบเปราะบาง เราเลยมาเสนอ 3 แนวทางในการเลือก Asset และ หลักทรัพย์
  1. หุ้นพื้นฐานดีและ Low Beta เนื่องจากหุ้น Low Beta นั้นจะไม่ขึ้นหรือลงตามตลาดมาก เพราะลดการเหวี่ยงของราคา และ ถ้ามีปันผลสูงด้วยแล้วยิ่งสบายใจได้ แล้วถ้าหุ้นนั้นมีกิจการใน AEC ล่ะก็เยี่ยมมากๆเลย
  2. ลงทุนในกองทุนอสังหา ที่มั้นคงและให้ปันผลสูง และ ให้เลือกกองอสังหาที่ไปลงทุนพวกนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่เป็น Freehold เนื่องจากได้ไม่ต้องเสียโอกาสในส่วนของ Re-Investment
  3. ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เมื่อหุ้นทั่วโลกลงมาเยอะมากในบางช่วงจังหวะเดียวกับหุ้นไทยอาจจะทำให้เราสามารถไปลงทุนและเห็นโอกาสได้ หุ้นต่างประเทศบางตัวให้ปันผล 10%
          หลังจากไปลงทุนแล้วเราต้องลองแบ่ง Asset ที่ไปลงอยู่ เพื่อลดความผันผวน ส่วนตัวผมลงทุนในหุ้น :Low Beta 35% อสังหา 50% และ หุ้นต่างประเทศ 15% แล้วต้องกันเงินสำรองไว้เพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมได้ ในส่วนของคนที่ว่าเงินน้อยปันผลน้อยหรือผลตอบแทนน้อยอยากสร้างให้ Port โตผมมีวิธีมาฝากกัน
  1. ให้เอาเงินที่เหลือแต่ละเดือนมาใส่เพิ่มไปเรือยและถ้าหลักการลงทุนได้แล้วผลจะออดมาเอง
  2. เงินปันผลออกอย่าเอาไปฉลองครับหรือใช้จ่ายครับให้เอาไปลงทุนต่อจะให้เราไม่ต้องใช้เงินตัวเองอย่างเดียว
  3. จัดทำบัญชี เงินปันผลเพื่อให้เรารู้ว่าได้มาเท่าไรและมีเป้าหมายยังไร
            ความจริงเงินน้อยนั้นก็มีข้อดีตรงที่เสียงได้มาก เวลาเข้าออกก็ไม่ต้องห่วงไม่มีใครรู้  ขยับง่ายปรับ Port ได้ไว ลองเอาไปปรับใช้กันดู ผมได้ลองลงทุนหุ้น Low Beta ได้ผลค่อนข้าง OK ลดความผันผวนราคาได้ และ สามารถทำให้ผลตอบแทนสามารถชนะตลาดได้เมือตลาหหุ้นนั้นตกตำ่

หลังเรียนจบแล้วทำไงต่อดี ??

หลังเรียนจบแล้วทำไงต่อดี ??

                      หลายคนเคยคิดไหมว่าหลังเรียนจบแล้วยังต่อไปกับชีวิต ทำงานรับเงินเก็บเงินชื้อรถ บ้าน ใช่เหรอ บางคนทำงานอดทนกับเจ้านาย โดนดุว่า หรืออะไรก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปในสมัยคุณยังเด็กคุณจะพบว่าตั้งใจเรียน เรียนจยประถม เสร็จก็พยายามต่อเรียนให้จบมัธยม หลังจากนั้นก็เข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เรียนให้จบ แล้วทำงานล่ะ .................... ทำอะไร

                       มีปัญหามากๆกับหลายคน บางหลงทางหาเป้าหมายไม่เจอ บางคนเลิกทำงานหายใจไปวันๆ บางคนเดือนชนเดือน ต้องลองตอบคำถามชิว่า ชีวิตคุณต้องการอะไรทีสุดในชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่
ได้ตอบมาแบ่งได้เป็น 4 หัวข้อใหญ่
  1. งาน งานคือทั้งชีวิตของผม  ผมบอกได้เลยว่าใครที่เป็นลูกจ้าง คุณลองคิดใหม่ดู เมือใดก็ตามคุณออกไปจากบริษัทนี้ คุณไม่มีอะไรไปเลยนะนอกจากเงิน  แต่ถ้าคุณอยาก Challenge กับหน้าที่ การงาน หรือ การเป็น ผู้บริหาร หัวหน้า ล่ะก็ตามสบายเลยครับ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเราเป็นลูกจ้างจะโดนออกเมือไรก็ได
  2. เงิน 50% ตอบว่าเงิน หลายคนอยากได้เงินเยอะ แล้วเงินมาจากไหนมาได้ยัง ทุกก็วนกลับทำงานเหมือนเดิม งั้นลองเปลี่ยนความคิดใหม่ เราได้มี สินทรัพย์อะไรบางสร้างรายได้ให้เราบาง ดอกเบี้ย จาก พันธบัตร ปันผลจากหุ้น ค่าเช่าจาก คอนโด บ้าน มีไหม ถ้าไม่มีก็หาชะ และต่องหาคสามรู้ด้วย เพราะการลงทุนก็มีความเสี่ยงได้เหมือนกัน
  3. ครอบครัว ไปอยู่ ต่างจังหวัด ชิวๆ สบาย ลองถามกลับดูชิว่าใช้เงินเท่าไร พร้อมเกษียณยัง ถ้ายังให้รีบหา และ เอาไปลงทุน ตอนเกษียณ จะได้ไม่มานั่งกังวลอีก ค้องเตรียมค่ารักษาพยาบาลอีกถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา 
  4. เจ้าของธุรกิจส่วนตัว หลายเป็น และ หลายคนก็ไปด้วยดี ก่อนจะเป็นนั้นผมอยากให้ลองคิดชะนิดว่าคุ้มไหม เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ไม่ใช่ออกมาทำดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน แบบนี้เจ็งแน่ ถ้ายังทำงานประจำลองขายดูก่อนควบคู่ไปด้วย เมื่อเริ่มได้แล้วอะไรลงตัวออกไปทำก็ยังไม่สาย
หาให้เจอนนะครับว่าต้องการอะไร ผมเห็นบางคนพออายุ 45 หรือ 50 มากังวลเรื่องการเกษียณและต้องอยู่อย่างมัถยัสอดออม และ ต้องหาเงินไปลงทุนแบบรีบด่วนเพราะต้องใช่เงินเป็นจำนวนมากบางคนก็ทัน บางคนก็ไม่ทัน หาเป้าหมายให้เจอ จะได้รู้ว่าต้องการอะไร อย่ารอให้สายจนเกินไป เพราะนี่คือชีวิตจริงไม่สามารถย้อนกลับมาได้ เพราะถ้าสายไปแล้วคุณจะเจออะไรที่ยากจนเกินจะแก้ไขและลำบากมาก