วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

การวางแผนการเงิน ฉบับ เจาะลึก

การวางแผนการเงิน ฉบับ เจาะลึก

            บทความนี้ผมขอเขียนในส่วนของการวางแผนการเงิน ฉบับ เจาะลึกเนื่องจากอยากจะเตือนสติเกี่ยวกับการใช้เงินและบริหารจัดการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ หรือ ไม่มีการบริหารจัดการเงินรวมถึงไม่เห็นความสำคัญด้านการจัดการเงิน และ ที่สำคัญคอไม่มี เงินสำรองฉุกเฉิน ที่เอาไว้รองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เราจะมาเจาะลึกกันวางการวางแผนด้านการเงินควรทำอะไรบ่าง แต่ต้องมี
วินัย

            การวางแผนจัดการการเงิน คือ การบริหารการจัดการเงินเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงด้านการเงินในระดับของส่วนบุคคล ทีนี้เราจะมาจัดการเรื่องเงินกันเป็นข้อๆกัน
1.     รายรับทุกเดือนของคุณนั้นเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของคุณทุกเดือนหรือไม่ ถ้าไม่พอ คุณก็ไม่มีเงินเก็บแน่นอน ต้องจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม เช่น จากการทำงานเสริมพิเศษ

2.     คุณมีเงินเก็บทุกเดือนหรือไม่ อย่างน้อย 10% ทุกเดือน เพื่อที่เก็บไว้เป็นเงินสำรองยามจำเป็น แต่ว่าต้องสำรองเงินเท่าไรล่ะ ก็ทำตามข้อด้านล่างเลยครับ
a.     สำรองเงิน 3-6 เท่าค่าใช้จ่ายในแต่ล่ะเดือน เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่า 3-6 เดือนนี้ ถ้าไม่รายได้เข้ามา คุณก็ยังอยู่รอดได้ 3-6 เดือน ซึ่งในข้อนี้จะเป็นพื้นฐานขั้นต่ำที่ทุกคนควรจะมี
b.     ถ้าเพิ่มความยากเข้าไปอีกก็สำรองเงิน 3-6 เท่าของรายได้ อันนี้ก็จะ Safe ขึ้นมาหน่อย
c.     ถ้าใครอยาก Safe สุดๆ ก็แนะนำว่าให้เก็บเงินเท่ากับวงเงินบัตรเครดิตที่เรามี เช่น มีบัตร 2 ใบ ใบแรกวงเงิน 100,000 อีกใบ 80,000 ก็ 180,000 ส่วนใครไม่มีบัตรเครดิตก็แนะนำว่าก็แค่ข้อ 2 ก็พอครับ
d.     เงินที่เก็บไว้นั้นแนะนำว่าควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูง และ ถอนได้ตลอดเวลา

ในสภาวะวิกฤติ เงินสด นั้นย่อมสำคัญเสมอ

3.     บริหารจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้ดี เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่ายห้ามหนี ในกรณีที่คุณ อาจจะผ่อนไม่ไหว หรือ ขาดสถาพคล่องด้านการเงินจนไม่สามารถผ่อนได้ตามปกติ ให้รีบคุณกับสถาบันการเงินอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องหรือยึดทรัพย์ ซึ่งการผ่อนผันการซำระหนี้ ขึ้นอยู่กับ นโยบายแต่ล่ะสถาบันการเงิน บางที่อาจจะให้ชำระแต่ดอกเบี้ย บางที่ก็พักชำระทั้งต้นและดอกเบี้ยได้ ต้องติดต่อและเจรจาดูครับ

4.     ในการกู้ซื้อบ้านและรถ ก่อนผ่อนต้องคำนวณให้ดีว่า เราจะผ่อนได้เท่าไร สิง่นั้นจำเป็นหรือไม่ในการซื้อ ทั้งที่เราก็ต้องเก็บเงิน 10% ทุกเดือนต่อไป โดยปกติค่าผ่อน บ้าน รถ และ อื่นๆ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ โดย ยังไม่รวมเงิน ค่าตำแหน่ง ค่า OT หริ เงินค่าใบประกอบวิชาชีพ เพราะ ถ้าเกิดวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมาแล้วสิ่งแรกที่โดนลดคือค่าตำแหน่ง ค่า OT หริ เงินค่าใบประกอบวิชาชีพ ถ้าไม่ทำตามนี้รับรองลำบากแน่นอน อย่ากู้แบบเต็ม MAX

5.     ในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในสภาวะวิกฤติ
a.     เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในสภาวะวิกฤติเพราะ เนื่องจาก มีสภาพคล่องสูงเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่นๆได้ง่าย ใช้ได้ง่ายซึ่ง เงินสำรองในข้อ 2 นั้นก็ต้องลงในในสินทรัพย์ประเภทนี้
b.     พันฐบัตร เป็นสินทรัพย์ไม่ควรลงทุนในสภาวะนี้ เพราะ รัฐบาลอาจจะถูก Downgrade และทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นและเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์นี้ต่ำลง
c.     หุ้นกู้ เป็นสินทรัพย์ที่คล้ายกับพันฐบัตรแต่ ความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นอาจจะเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หรือล้มละลายได้ ซึ่งทำให้คนที่ลงทุนอาจจะขาดทุนเยอะหรือสูญเงินต้นไปได้
d.     หุ้น เป็นสินทรัพย์ไม่ควรลงทุนในสภาวะนี้ในช่วงต้นของสภาวะแบบนี้ แต่ราคาของสินทรัพย์นี้จะต่ำลงในช่วงกลางๆของสถาวะนี้ ซึ่งสามารถซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบมาก ได้ในราคาถูก
e.     ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในสภาวะแบบนี้ เพราะ เป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าตัวเองได้ และเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้ง่าย
f.      กองทุนอสังหา สินทรัพย์ตัวนี้จะเหมือนกับหุ้น ซึ่งก็ต้องเลือกใน กองทุนอสังหาที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น คลังสินค่าขนส่งอาหาร เป็นต้น

ในช่วงที่บทความนี้เขียนขึ้นมาในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดและ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสภาวะชะงักงั้นทันที เป็นผลกระทบจากมาตรการ Shutdown เมืองหรือประเทศ ร้านค้าและธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องหยุดตามคำสั่งมาตรการของรัฐบาล การวางแผนการเงินจริงๆนั้นควรเตรียมตัวตอนที่อยู่สภวะปกติหรือช่วงที่มีรายได้อยู่ ถ้ามาเตรียมตัวในช่วงวิกฤตินั้นไม่สามารถทำได้ และ คนไทยส่วนใหญ่ในระดับล่างนั้นมีการก่อหนี้ที่สูงมากเป็นปหระวัติการณ์ในช่วง Q1/ 2020 แล้วพอวิกฤติมาทำให้ประชาชนส่วนใหญ่นั้นลำบากและประสบปัญหาด้านการลงทุน ขอให้โชคดีในการใช้ชีวิตและการลงทุนครับ

วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

การทำประกันสะสมทรัพย์ปลอดภัยจริงหรือ

การทำประกันสะสมทรัพย์ปลอดภัยจริงหรือ

           การทำประกันคงไม่มีคนรู้จักเนื่องประกันนั้นเกี่ยวข้องกับใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็น การใช้รถ สุขภาพ รวมไปถึงการใช้สิทธิ์ลดภาษี ในบทความนี้เรามาพูดถึงเรื่องประกันสะสมทรัพย์กัน

            ประกันสะสมทรัพย์คืออะไร คือการทำประกันชีวิตและจ่ายเบี้ยจำนวนหนึงไปจบครบสัญญา ถ้ายังไม่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพภาวร ประกันจ่ายเงินคืนให้ทั้งหมดเมือครบสัญญาพร้อมเงินอีกจำนวนหนึ่ง 

           แต่มีใครเคยสงสัยไหมครับว่า เงินอีกจำนวนหรือหรือผลตอบแทนจริงมาจากไหน หลายคนนั้นไม่รู้ เพราะคิดว่าได้ก็ดีโดยไม่สนใจว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร ลองคิดดูสิว่า ถ้าทางบริษัทประกันจ่ายไม่ได้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร บางคนบอกจะไม่จ่ายได้ยังไงมี คปภ อยู่ เดียวเรามาดูกันว่าเงินท่านที่จ่ายไปนั้นไปอยู่ที่ไหนบาง และ ทำไมบริษัทประกันถึงอยู่ได้แถมรวยด้วย

           จริงแล้วเงินนั้นไปอยู่ในหลักทรัพย์ต่างๆ เงินที่เราจ่ายเบี้ยไปนั้น เขาสามารถเอาไปทำอะไรก็ได้ยำ้ว่าอะไรก็ได้ เขาสามารถเอาไปลงทุนเสี่ยงมากเสี่ยงน้อยก็ได้ แล้วถ้าเงินเราหายหรือขาดทุนมีใครรับผิดชอบไหม ผมว่าต้องไปดูกฏหมายว่ามีการรองรับหรือไม่ ใครที่คิดทำประกันสะสมทรัพย์ไว้เสี่ยงน้อยกว่า RMF LTF คิดใหม่ได้เลยนะครับ เราจะมาดูกันว่าเงินเราไปอยู่ตรงไหน


         ตรงที่ Highlight นั้นเห็นไหมครับว่า เงินเรานั้นไปลงในหุ้นตั้ง 23.7% ซึ่งอันนี้จะรวมเบี้ยประกันจากส่วนอื่นด้วย ไม่ว่าจะเบี้ยอะไรก็ตามจัดไปในหุ้นแล้ว 23.7% หลายๆคนบอกว่าไม่เสี่ยง หุหุ
ซึ่งสามารถลงทุนในตลาดและนอกตลาดหลักทรัพย์ และ ที่สำหรับเวลาตลาด Crash ขึ้นมาเงินหายขึ้นมานี่คิดดูเองเองนะ ส่วนพันธบัตรรัฐบาลก็สามารถขาดทุนได้เช่นเดียวกัน ใครก็พูดว่ามันเป็น Weath Protection ถูกครับไม่ผิดแต่ถ้าคุณจ่ายเบี้ยไปแล้วเสียเปล่าไม่ค่อยเท่าไรครับ สามารถเอาจากของคนอื่นมาแทนได้อยู่ แต่ประกันสะสมทรัพย์นี่สิเสี่ยงแบบปานกลาง เพราะเงินเราเองนั้นเขาเอาไปทำอะไรลงทุนอะไรก็ได้แล้ะแต่สิทธิ์ ซึงในประเทษไทยเชื่อว่ายังไม่มีกฎหมายตัวนี่รองรับ

        นี่เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่แบงค์หลายๆที่พยายามยัดเยียดประกันให้ลูกค้าความจริงไม่มีอะไรหรอกเงินทั้งนั้น เงินเบี้ยนประกันที่เราเสียไปนั้นก็เงินเดือนของพนักงงานแบงค์ด้วย เดียวนี้ Bank นั้นไม่มีรายได้จากการกู้ยืมเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ผลประโยชน์ทั้งนั้น  ขอฝากไว้เป็นขอคิดสำหรับคนทำประกัน



วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ความลับการลงทุน


ความลับการลงทุน

        เนื่องจากที่ผ่านมานั้น การลงทุนนั้นต้องอาศัยมุมมองมากกว่า 1 มิติ ไม่ใช่แค่เลือกหุ้นถูกตัวแล้วก็ได้กำไร การลงทุนจริงนั้นต้องอาศัยการบริหารต่างๆด้วย ซึ่งผมขอแยกเป็นสามส่วนได้ดังนี้
  1. การจัดการ Portfolio
  2. การจัด Asset Allocation
  3. การจัดสรรเงินลงทุน หรือ Money Management
  4. หลักการในการลงทุน
        ส่วนแรก การจัดการ Portfolio ของการลงทุนนั้น บางคนอาจจะถามว่า Portfolio ผมเล็กจะจัดไปทำไม การจะมี Port เล็กหรือใหญ่นั้นไม่สำคัญ ยิ่ง port เล็กต้องยิ่งจัด เพราะสามารถลดโอกาสการขาดทุนได้ คนส่วนใหญ่พอ Port เล็กเสี่ยงเต็มที่เพื่อให้ Port โตก่อน ใครคิดแบบนี้ระวังนะครับ ผมเองก็เคย Port เล็กมาก ตอนนั้นเล่น Day Trade แล้วปรากฎว่าเจ็งครับ Cut Loss ไปที่ - 20% การจัด Portfolio เองนั้นต้องแบ่งดังนี้ครับ
  • ส่วนแรกการลงทุนระยะยางเพื่อสร้าง Cash Flow ให้กับเรา
  • ส่วนที่สอง เล่นเก็งกำไร เพื่อให้ port โตไปพร้อมๆกัน
 โดยทั่วไปจะจัดการลงทุนในส่วนแรกและส่วนที่สองเป็น 70:30 หรือ 80:20 ซึ่งสามารถปรับได้ตามความเหมาะสมของการลงทุนแต่ละคนไป การทำแบบนี้จะช่วยลดการขาดทุนลงไปได้

http://economictimes.indiatimes.com/photo/18640728.cms



        ส่วนที่สอง Asset Allocation เนื่องจากการลงทุนแบบ Asset Allocation นั้นนอกจากจะลดความเสี่ยงจากความผันผวนได้แล้ว ยัง สามารถ สร้าง Multiple Income ได้ด้วยซึ่งสามารถสร้าง Cash Flow ได้มากกว่า 1 ครั้งในรอบปีหรือปันผลมากกว่า 1 ครั้งนั้นเอง การลงทุนนั้นต้องขนะอัตราเงินเฟ้อด้วยนะครับโดยทั้วไปแล้วเงินเฟ้อของประเทศเราอยู่ที่ 3% โดยเราสามารถแบ่งหลักทรัพย์ที่ลงทุนได้ตามนี้ครับ
  1. หุ้นปันผลสูงและ Low Beta
  2. กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ที่ลงทุนใน นิคมและคลังสินค้า           
  3. หุ้นพื้นฐานดีและมีปันผล (*แนะนำให้เก็บเมือราคาอ่อนตัว)



หุ้น Low Beta คืออะไร หุ้นแต่ละตัวนั้นจะมีค่า Beta ที่ไม่เท่ากัน ค่า Beta นั้นจะเป็นตัวชีวัดความสัมพันธ์ระหว่างราคาหลักทรัพย์และดัชนี โดยค่า Beta นั้นจะมีทั้งหมดสี่รูปแบบ
  • หุ้นที่มีค่า Beta > 1 หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้มากกว่าดัชนีหลักทรัพย์
  • หุ้นที่มีค่า Beta 0.6 - 1.0 หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้เท่ากับดัชนีหลักทรัพย์
  • หุ้นที่มีค่า Beta 0.0 - 0.6 หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้น้อยกว่าดัชนีหลักทรัพย์
  • หุ้นที่มีค่า Beta < 0 หรือ ติดลบ หมายความว่าราคาหุ้นตัวนี้สามารถที่จะขึ้นหรือลงได้โดยผกผันกับดัชนีหลักทรัพย์
ส่วนการลงทุนในตัวไหนสัดส่วนเท่าไรสามารถจัดได้ตามใจชอบได้เลยครับโดยส่วนตัวผมเองแล้วจะลงทุนในรูปแบบ 30% : 50% : 20%

http://www.forexschoolonline.com/wp-content/uploads/2013/07/money-management.png


        ส่วนที่สาม Money Management ในส่วนนี้หลายคงคงรู้จักดี แต่เรื่องการจัดการเงินนี้ โดยหลักแล้วคือการถือเงินไว้ใน Portfolio เพื่อทำการสำรองไว้ในกรณีที่ต้องการซื้อหลักทรัพย์เพิ่มเติม โดยทั่วไปจะอยู่ในระหว่าง 5-20% ของ Portfolio

        ส่วนที่สี่หลักการในการลงทุน เราต้องมีหลักการในการลงทุนเพื่อจัดทำแผนในการเข้าลงทุนเช่น เราจะชื้อเมือราคาตำ่กว่าต้นทุนหรือ ถ้าลงไป 10% เราจะชื้อเพิ่มเป็นต้นในส่วนตัวของผมจะมีหลักง่ายคือ การลงทุนเน้นคุณค่า และ การใช้ จิตวิทยาการลงทุนเข้ามาช่วยด้วยเพื่อทำเราสามารถชื้อหุ้นหรือ Asset ได้ในราคาที่ถูก ใครจำได้ช่วงมีม๊อบปิดสนามบินหุ้น AOT ลงไป 16 ตอนนี้ 200-300 กำไรกี่เด้งปันผล 3-5 ปีก็คืนทุนแล้ว

         การลงทุนนั้นไม่ยากครับ แต่ต้องมองหลายมุมด้วยนอกจากการเลือกหุ้น และ เราควรมีเป้าหมายด้วยครับว่าปีนี้จะเอาปันผลหรือ Return เท่าไร ซึ่งเวลาผมชื้อหุ้นนั้นผมจะมองที่ Dividend ให้เท่าไรพอใจที่ราคานี้ไหม และ จะไม่ขายจนกว่าจะมีอะไรมากระทบจนพื้นฐานเปลี่ยน และ จะไม่มองราคาอีกเลยหลังจากที่ซื้อแล้ว จาก ปีแรกลงทุนได้ปันผลมา 54 บาท ตอนนี้ได้เยอะอยู่เหมือนกัน โดยอาศัยเงินตัวเองล้วนๆครับ ไม่มีเงินคนอื่นเลย

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2559

การสร้าง Portfolio ในช่วงที่ตลาดผันผวนและ เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

การสร้าง Portfolio ในช่วงที่ตลาดผันผวนและ เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

          ในการสร้าง Portfolio การลงทุนนั้นสามารถทำได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินเยอะอย่างที่หลายๆคนนั้นเข้าใจกัน เนื่องจากช่วงตลาดผันผวนและไม่แน่นอนแบบนี้สร้างความกังวลใจนักลงทุนแน่นอน แล้วเราจะลงทุนเราต้องดุอะไรใรสภาวะแบบนนี้ ทุกหุ้นตกทุกวัน เศรษฐกิจก็ไม่ดีหรือโตแบบเปราะบาง เราเลยมาเสนอ 3 แนวทางในการเลือก Asset และ หลักทรัพย์
  1. หุ้นพื้นฐานดีและ Low Beta เนื่องจากหุ้น Low Beta นั้นจะไม่ขึ้นหรือลงตามตลาดมาก เพราะลดการเหวี่ยงของราคา และ ถ้ามีปันผลสูงด้วยแล้วยิ่งสบายใจได้ แล้วถ้าหุ้นนั้นมีกิจการใน AEC ล่ะก็เยี่ยมมากๆเลย
  2. ลงทุนในกองทุนอสังหา ที่มั้นคงและให้ปันผลสูง และ ให้เลือกกองอสังหาที่ไปลงทุนพวกนิคมอุตสาหกรรมและคลังสินค้าที่เป็น Freehold เนื่องจากได้ไม่ต้องเสียโอกาสในส่วนของ Re-Investment
  3. ลงทุนในหุ้นต่างประเทศ เมื่อหุ้นทั่วโลกลงมาเยอะมากในบางช่วงจังหวะเดียวกับหุ้นไทยอาจจะทำให้เราสามารถไปลงทุนและเห็นโอกาสได้ หุ้นต่างประเทศบางตัวให้ปันผล 10%
          หลังจากไปลงทุนแล้วเราต้องลองแบ่ง Asset ที่ไปลงอยู่ เพื่อลดความผันผวน ส่วนตัวผมลงทุนในหุ้น :Low Beta 35% อสังหา 50% และ หุ้นต่างประเทศ 15% แล้วต้องกันเงินสำรองไว้เพื่อใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมได้ ในส่วนของคนที่ว่าเงินน้อยปันผลน้อยหรือผลตอบแทนน้อยอยากสร้างให้ Port โตผมมีวิธีมาฝากกัน
  1. ให้เอาเงินที่เหลือแต่ละเดือนมาใส่เพิ่มไปเรือยและถ้าหลักการลงทุนได้แล้วผลจะออดมาเอง
  2. เงินปันผลออกอย่าเอาไปฉลองครับหรือใช้จ่ายครับให้เอาไปลงทุนต่อจะให้เราไม่ต้องใช้เงินตัวเองอย่างเดียว
  3. จัดทำบัญชี เงินปันผลเพื่อให้เรารู้ว่าได้มาเท่าไรและมีเป้าหมายยังไร
            ความจริงเงินน้อยนั้นก็มีข้อดีตรงที่เสียงได้มาก เวลาเข้าออกก็ไม่ต้องห่วงไม่มีใครรู้  ขยับง่ายปรับ Port ได้ไว ลองเอาไปปรับใช้กันดู ผมได้ลองลงทุนหุ้น Low Beta ได้ผลค่อนข้าง OK ลดความผันผวนราคาได้ และ สามารถทำให้ผลตอบแทนสามารถชนะตลาดได้เมือตลาหหุ้นนั้นตกตำ่

หลังเรียนจบแล้วทำไงต่อดี ??

หลังเรียนจบแล้วทำไงต่อดี ??

                      หลายคนเคยคิดไหมว่าหลังเรียนจบแล้วยังต่อไปกับชีวิต ทำงานรับเงินเก็บเงินชื้อรถ บ้าน ใช่เหรอ บางคนทำงานอดทนกับเจ้านาย โดนดุว่า หรืออะไรก็ตาม ถ้าย้อนกลับไปในสมัยคุณยังเด็กคุณจะพบว่าตั้งใจเรียน เรียนจยประถม เสร็จก็พยายามต่อเรียนให้จบมัธยม หลังจากนั้นก็เข้ามหาวิทยาลัย แล้วก็เรียนให้จบ แล้วทำงานล่ะ .................... ทำอะไร

                       มีปัญหามากๆกับหลายคน บางหลงทางหาเป้าหมายไม่เจอ บางคนเลิกทำงานหายใจไปวันๆ บางคนเดือนชนเดือน ต้องลองตอบคำถามชิว่า ชีวิตคุณต้องการอะไรทีสุดในชีวิต ซึ่งคนส่วนใหญ่
ได้ตอบมาแบ่งได้เป็น 4 หัวข้อใหญ่
  1. งาน งานคือทั้งชีวิตของผม  ผมบอกได้เลยว่าใครที่เป็นลูกจ้าง คุณลองคิดใหม่ดู เมือใดก็ตามคุณออกไปจากบริษัทนี้ คุณไม่มีอะไรไปเลยนะนอกจากเงิน  แต่ถ้าคุณอยาก Challenge กับหน้าที่ การงาน หรือ การเป็น ผู้บริหาร หัวหน้า ล่ะก็ตามสบายเลยครับ แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเราเป็นลูกจ้างจะโดนออกเมือไรก็ได
  2. เงิน 50% ตอบว่าเงิน หลายคนอยากได้เงินเยอะ แล้วเงินมาจากไหนมาได้ยัง ทุกก็วนกลับทำงานเหมือนเดิม งั้นลองเปลี่ยนความคิดใหม่ เราได้มี สินทรัพย์อะไรบางสร้างรายได้ให้เราบาง ดอกเบี้ย จาก พันธบัตร ปันผลจากหุ้น ค่าเช่าจาก คอนโด บ้าน มีไหม ถ้าไม่มีก็หาชะ และต่องหาคสามรู้ด้วย เพราะการลงทุนก็มีความเสี่ยงได้เหมือนกัน
  3. ครอบครัว ไปอยู่ ต่างจังหวัด ชิวๆ สบาย ลองถามกลับดูชิว่าใช้เงินเท่าไร พร้อมเกษียณยัง ถ้ายังให้รีบหา และ เอาไปลงทุน ตอนเกษียณ จะได้ไม่มานั่งกังวลอีก ค้องเตรียมค่ารักษาพยาบาลอีกถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา 
  4. เจ้าของธุรกิจส่วนตัว หลายเป็น และ หลายคนก็ไปด้วยดี ก่อนจะเป็นนั้นผมอยากให้ลองคิดชะนิดว่าคุ้มไหม เสียค่าใช้จ่ายเท่าไร ไม่ใช่ออกมาทำดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน แบบนี้เจ็งแน่ ถ้ายังทำงานประจำลองขายดูก่อนควบคู่ไปด้วย เมื่อเริ่มได้แล้วอะไรลงตัวออกไปทำก็ยังไม่สาย
หาให้เจอนนะครับว่าต้องการอะไร ผมเห็นบางคนพออายุ 45 หรือ 50 มากังวลเรื่องการเกษียณและต้องอยู่อย่างมัถยัสอดออม และ ต้องหาเงินไปลงทุนแบบรีบด่วนเพราะต้องใช่เงินเป็นจำนวนมากบางคนก็ทัน บางคนก็ไม่ทัน หาเป้าหมายให้เจอ จะได้รู้ว่าต้องการอะไร อย่ารอให้สายจนเกินไป เพราะนี่คือชีวิตจริงไม่สามารถย้อนกลับมาได้ เพราะถ้าสายไปแล้วคุณจะเจออะไรที่ยากจนเกินจะแก้ไขและลำบากมาก

วันพฤหัสบดีที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

Investment Plan with Swing and Weak Economy around the World.


          Investment Plan on 2016. Year 2016, World Economy growth still weak and not stable. IMF forecast world economy growth 3.5%. In Thailand GDP growth 0.8% and 3% (forecast 2016). All stock markets are tumble 10-20%. Shanghai Composite Index down more than 50% from top on middle 2015. All effects and economic problem came from QE Monetary policy and oil price.

           First, QE is qualitative easing. In year 2008, US had economic problem from mortgage-backed security and CDO. Fed print US Dollar and buy toxin asset and some asset from banking system.
           Second, Oil price down from 110 USD per barrel in 2014 to 31 USD per barrel in 2016. In this situation came from oil price war. Because of, Technology can drill shale oil from shale layers. Oil Supply is over from shale oil company productivity From 2 factors can effect to the stock market around the world. Because of, So many shale oil companies are listed companies in stock markets and they lost a profit. All investors sell shale oil companies stocks. After that, most stocks in stock market is down as effect.


I have my 3 strategies about investment.

1. Invest in Low-Beta
 * What is low-beta stock
- Low-beta stock is stock and price not swing follow stock index
- Almost low-beta stocks have high dividend more than same industry

2. Invest in Property Fund or REIT
* What is property fund and REIT
- Property Fund and REIT is asset and invest in real estate or property
- Some Property Fund or REIT have dividend more than 5%
- Average beta is 0.5 or less than stock index

3. Invest in Offshore
* What is offshore
- Offshore is investment about stock oversea
- We can find out some stock with good economy on that country
- Some companies sell goods or inventory around the world.

          We can buy stock and become owner that companies In stock market have so many assets. We can buy ETF, Property Fund, REIT, Future Option etc. We can pick up some investment vehicles for reach your goal. However, we must be-careful about leverage and over-trade. We prefer long investment about high dividend and low-beta stocks. We belief long-term investment can make our cash flow.

วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

7 คำถามการเงินและปรัชญา ชีวิตที่ทำเอาให้คุณนั้นอึ้งได้


1. คุณคิดว่ารวยนั้น คืออะไร และ ต้องมีเท่าไร
คำถามนี้เป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอนตอบนั้นไม่ง่ายนัก ลองคิดดูนนะ ถ้าเราจะรวยนั้นต้องมีเงินสักเท่าไร
1 ล้าน 10 ล้าน หรือ 100 ล้าน แล้วจะเอาสักเท่าไรดี แต่ลองเปลี่ยนความคิดเป็น ถ้าสร้างสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน X% ต่อปีเพื่อ Cover ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คุณจะรู้เลยว่าต้องมีเงินเท่าไรถึงรวยในแบบฉบับของคุณเอง

2. ทำไงถึงรวย
คำถามนนี้มีคนมาถามผมเยอะมาก แต่ก็มีหลายวิธีที่จะให้รวย  มหาเศรษฐีส่วนใหญ่เค้าจะให้เงินนั้นทำงานเหมือนกับการลงทุนที่ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยกองทุนรวมอย่างเดียว เค้าจะพยายามให้เงินนั้นทำงานแม้แต่เค้ากำลังหลับก็ตาม บางคนบอกว่าปันผลน้อยมาก แต่ ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่าทุกอย่างต้องมีก้าวแรกเสมอเพราะถ้าคุณไม่เริ่มเดินก้าวแรก คุณก็จะไม่มีวันถึงเป้าหมายอยู่ดี

3. จะทำได้เหรอ รวย......ล้าน
คำถามแบบนี้เกิดในใจหลายๆคนเวลาไปอย่างหนังสือของสำนักพิมพ์บางที่ ผมขอบอกเลยนะครับว่า ทำได้แน่ครับ แต่ต้องไม่มากจนเกินความเป็นจริงผมเชื่ออย่างหนึ่งนะครับว่า ทุกคนมีเงินล้านได้แต่ส่วนใหญ่มักจะไปไม่ถึงเพราะเอาไปซื้อ รถ บ้าน บลาๆๆๆ หรือเป็นรางวัลตัวเอง อย่าดูถูกตัวเองครับทำได้แน่

4. การสร้างรายได้เดือนละ XXXX บาท ต้องใช้เงินเท่าไร และ คิดว่าจะหาได้เหรอ
คำตอบ จริงๆอยู่ในข้อสามแล้วแหละ แต่การที่จะหาเงินก้อนแบบนั้นเป็นใครก็ต้องคิดหนัก เวลาหาเงินทุนมาลงทุนนั้นไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนที่ใหญ่ก็ได้ครับ ค่อยสะสมและลงทุนไปเรื่อยเดี๋ยวมันก็ถึงเองครับเหมือนหยดนำ้ที่ทำให้หินกร่อนได้ แต่อย่าลืมวางแผนด้วยนะครับ

5. หุ้น คือ ???? ไม่เอาดีกว่าเสี่ยง
การที่เอาเงินเก็บไว้ในธนาคารนั้นเสี่ยงยิ่งกว่า ถ้าคุณเอาไปสร้างผลตอบแทนพร้อมกับเป็นเจ้าของกิจการไปพร้อมๆกันน่าจะดีกว่าไหม อย่างน้อยก็ไม่ได้เงินเฟ้อกินไปชะก่อน จาาการลงทุนที่ผมผ่านมานั้นถ้าเองเงินในจำนวนเท่ากันไปลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี จาก 10000 บาท จะกลายเป็น 10500 ทันที ขนาดที่เอาไปฝาก ธนาคารให้ดอก 0.5% จาก 10000 บาท ได้แค่ 10050 บาท จะเอา 500 หรือ 50 น่าจะคิดเอาได้แล้วนะครับ

6. เป้าหมายของชีวิต จริงๆคืออะไร
ผมเห็นคนสมัยนี้ทำงานไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย บางคนตอบมาว่าให้มีเงินใช้ก็พอ ถ้าไม่มีเป้าหมายผมรับรองได้ว่าสุดท้ายคุณจะใช้ชีวิตแบบไร้ค่าแน่นอน เนื่องจากพอคุณไม่มีเป้าหมาย คุณก็จะไม่พัฒนาตนเอง พอคนเราหยุดพัฒนาเมื่อไรรับรอง คุณนั้นมีสิทธิ์ตกงาน แน่นอน แล้วเป้าหมายชีวิตจริงนั้นมีหลายอย่างมากเช่น เงิน อำนาจ ยศ  ตำแหน่ง หน้าที่การงาน แต่คุณสามารถเลือกที่สุดได้อย่างเดียวเท่านั้น
พอคุณมีเป้าหมายแล้สรับรองและวิ่งให่สุดเลยครับ

ผมเองเคยเป็นคนกินเงินเดือนเรื่อยไปวัน ทุกวันตั้งคำถามเองว่าทำงานไปเพื่ออะไร เงินเหรอ?
ตำแหน่งเหรอ?  ตอนนั้นมีงานทำก็เหมือนตกงานครับลอยเคว้งมาก พอตั้งความหวังว่าจะรวยจากการลงทุนหุ้นเท่านั้นแหละครับ ผมออกตัวสุดชีวิตเลย ทำงานหาเงินแล้วเอามาลงทุน จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมา 5 ปีและผมยังมุ่งมั่นว่าผมจะหาเงินที่ได้มาจาก Asset ที่สะสมไว้จน Cover ค่าใช้จ่ายแล้วก็จะไปทำอะไรที่อยากทำ

7. ลูกจ้างกับนายจ้างทำไมต่างกับลิบลับ
ผมเห็นหลายคนอย่างเป็นนายจ้างเพราะมีเงินเยอะไปที่ไหนก็อิสระเสรีไม่มีใครมาบังคับ
และวันหนึ่งผมไปอ่านบทสนทนา เจ้าของโรงงาน Foxconn กับ วิศวกร ลูกจ้างรายหนึ่งโดยขณะที่เจ้าของนั้นพูดเวทีงานประจำปีของบริษัทโดย วิศวกร คนนั้นถามว่าผมทำงานแทบตาย แต่ คุณกลับได้เงินหลายสิบล้านมันคุ้มแล้วเหรอ แล้วเจ้าของโรงงาน Foxconn ก็ตอบคำถามลูกน้องเค้าตามข้างล่างนี้เลยครับ
  • ขณะที่ผมอายุ 30 ผมต้องเสี่ยงทั้งครอบครัวเพื่อทำธุรกิจนี้ขึ้น แต่คุณไม่เสี่ยงไรเลย แค่เข้าทำงานแล้วก็รับเงินเดือน
  • ผมต้องหาลูกค้าเอง พรีเชนต์ต่างเอง เหนื่อยมากมาหลายปี เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดแล้วคุณล่ะ
  • คุณสามารถเดินเข้าออกบริษัทผมกี่ครั้งก็ได้ แต่ ผมไปไหนไม่ได้เลยมา 39 ปีแล้ว
  • ผมประสบความล้มเหลวมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วคุณล่ะ 
  • ผมนั้นเองลำบากมากและแสนสาหัสมามาก แต่คณหลับนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นสบายๆ
เห็นครับว่าเป็นเจ้าของธุรกิจนนั้นไม่ง่ายเลย