วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Risk Control



Risk Control
การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงเสมอมี่ทั้งกำไรหรือขาดทุน บางคนเข้าใจตลาดการเงินเต้มไปด้วยอุปสรรค์มากมาย ในการลงทุนจริงนั้นเชื่อไหมครับ ว่าเราสามารถจำกันความเสี่ยงได้ และในทางกลับกันเมื่อหลักทรัพย์ใดก็ตามปรับตัวลงอย่างรุนแรงเราสามารถทยอยซื้อได้โดยที่ซ้อนไม่หัก ถ้าหลักทรัพย์นั้นมีคุณภาพหรือดีจริง สุดท้ายราคากลับมาที่เดิม
ความจริงเรื่องการ Cut Loss นั้นเป็นเรื่องที่หลายคนพูดกันมานานแล้วครับ แล้วทำไมยังมีคนประเภทที่ขาดทุนหนักๆในตลาดอยู่ล่ะ หลายคนอาจจะบอกว่าต้องมีวินัย ซึ่งก็ถูกครับแต่แต่ครึ่งเดียวเพราะยังมีปัจจัยอย่างอื่นอีกครับที่สามารถส่งผลต่อการขาดทุนและกำไรของคุณได้ซึ่งได้แก่

  1.  สินทรัพย์ที่คุณไปลงทุน
  2.  การเข้าใจวิธีการป้องกันความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภท

ในส่วนแรกนั้น เรื่องสินทรัพย์ที่คุณไปลงนั้นคุณนั้นต้องเข้าใจก่อนว่ากำลังลงทุนกับอะไร มีเงือนไขกฎระเบียบเป็นอย่างไปเช่น ถ้าคุณไปลงทุนใน TFEX ไม่ว่าจะเป็น Gold Future หรือ Future ประเภทไหนก็ตามต้องวางเงินหลักประกันเป็นจำนวน 10% ของมูลค่าของสัญญา เช่น ถ้าสัญญามีมูลค่า 200,000 บาท ผู้ลงทุนใช้เงินแค่ 20,000 บาท ที่นี้ผูลงทุนต้องตระหนักว่าการลงทุนนี้มีมูลค่า 200,000 นะ ถ้าลงทุนแล้วผิดพลาดต้องหาจุด Cut Loss ให้ดีเช่น 5% หรือ 10% จากเงินที่ใส่ลงไปซึ่งเรียกว่าจุด Stop Loss เนิ่องการขึ้นลงของราคาสินค้าอ้างอิงเพียงแค่ 1-2% อาจจะทำให้เงินที่ใส้ลงไปเป็นหลักประกันนั้นหายไปมากกว่าที่คิดได้
นอกจากนั้นการเล่นสินค้าที่เป็นอนุพันธ์พวกนี้อาจจะต้องการ Technical ในการเปิดและปิดสัญญาเช่นการเปิด spared เป็นต้นซึ่งการเปิด spared จะต้องใช้สัญญา 2 สัญญาขึ้นไปแล้วไปวางไว้ที่ Long 1 สัญญา และ วางที่ short อีก 1 สัญญาไว้คนละ Series กันซึ่งขาดทุนอย่างมากก็แค่ 1000-2000 บาท เมื่อมั่นใจแล้วว่าตลาดขึ้นหรือลงก็ปิดสัญญาอีกฝั่งหนึ่งทิ้ง และ Let Profit run ไป ที่สำคัญคืออย่าชื้อ Long หรือ Short หมดทุก Series เนื่องจากการทำแบบนี้เปิด spared ไม่ได้แล้วถ้าผิดทางขึ้นมารับรองครับว่านอนไม่หลับแน่ยิ่งถ้าเป็นทองคำนั้นตลาดเปิด 24 ชั่วโมง แถมวันหยุดทางบ้านเราใช่ว่าจะเหมือนกับทางต่างประเทศ
ในกรณีที่เป็นหุ้นหรือทองคำจริงๆนั้นจะไม่มีเรื่องการวางเงินหลักประกัน แต่สามารถใช้ Margin ได้แต่ผมอยากแนะนำว่าอย่าใช้ margin ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ย้ำว่าจริงๆ เพราะนอกจากคุณต้องเอาเงินไปคืนแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยเค้าอีกซึงการ Cut Loss นั้นก็จะคล้ายๆกันที่สำคัญคือต้องมีวินัยนะครับ ผมจะย้ำประโยคนี้มาก เพราะ ประสบการณ์ครับ ผมเองนั้นเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมซื้อทองที่ 1580 เหรียญครับจากนั้นทองราคาลงจนผมขาดทุน 10% ผมก็จัดการ Cut Loss เลยผมรู้สึกผมนั้นคิดถูกครับ หลังจากนั้นลงไป 1200 เหรียญในเวลา 1 ปี
        การลงทุนนอกจากการป้องการความเสี่ยงแล้วยังต้องประเมินความเสี่ยงไว้อีกด้วยคือเวลาซื้อสินทรัพย์ประเภทใดก็ตามต้องคิดว่า Upside และ Downside นั้นมีมากน้อยแค่ไหน เช่นเมื่อปี 2012-2013 มีคนประเมินว่าจีนอาจจะมีปัญหาทำใหเ soft landing ได้ตลาดหุ้นที่จีนนั้นจาก 4000 จุดลงมาเหลือ 1990 จุด ปัญหานั้นก็ผ่านไปและอาจจะไป 3000-4000 จุดซึ่งก็กำไรคนที่เค้าซื้อและได้กำไรนั้นซื้อตอนช่วงที่ cleanup ไปแล้วเรียบร้อยหรือปัญหาเริ่มจบ และจากนั้นก็ Let profit รันอย่างเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

BGH


หุ้นโรงพยาบาล

                ช่วงนี้ประเทศหลายๆประเทศเข้าสู่ช่วง Aging Society หรือ สังคมผู้สูงอายุและที่สำคัญ หุ้นโรงพยาบาลนั้นก็เป็นที่จับตามองและร้อนแรงมากในช่วงที่ผ่านมาเอาเป็นข้อมูลอีกครั้ง ซึ่ง เมือช่วงตลาดเป็นขาลงนั้นเราเองก้น่าจะมีโอกาสได้เก็บหุ้นเหล่านี้บ้าง มาดูตัว Top กันเลยดีกว่า นั้นก็คือ BGH

                 BGH คือ โรงพยาบาลกรุงเทพ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลทั้งหมด  39 แห่ง มีเตียงทั้งหมด 6,971 เตียงสำหรับผู้ป่วย ส่วนโรงพยาบาลในเครือได้แก่

 
 
                ซึ่งมาดูผลประกอบการก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก พร้อมทั้งในปี 2015 นั้นจะมีการขยายสาขาเพิ่มเติ่มอีก 4 สาขา และ โรงพยาบางมีการจัดการทรัพยากรและบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพในณูปแบบของ Hub and Spoke ปัจจุบันเอง BGH เองนั้นก็ยังเข้าไปถือหุ้นของโรงพยาบาลรามคำแหง 
38.24 % และ บำรุงราช 23.95% 
 
                ดูจากแนวโน้มและกำไรถือว่าด๊มากมีการใช้บริการเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งที่ประเทศไทยเองนั้นมีการบริการที่ดีและค่ารักษาที่ถูกทำให้ต่างชาติเริ่มที่อยากจะเข้ามารับการรักษาที่ประเทศไทยและแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดังภาพด้านล่าง

 
 
             และเมือดูจากสัดส่วนด้านการเงินแล้วถือว่ายังใช้ได้ หนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น 1.01 เท่า ส่วน ROE 16% กว่าถือว่าเข้าเกณฑ์ แต่ถ้าสังเกตกันดีๆการที่โรงพยาบาลขยายสาขานั้นล้วนแต่ใช้การเงินจากการกู้ยืมทั้งสินไม่ได้ เนื่องจาก ดูจากกำไรที่ได้มานั้นก็ไม่น่าจะเพียงพอต่อการลงทุนขนาดใหญ่ๆได้ 
อัตราส่วนของลูกหนี้เองนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่โอเคครับ  เอามาเป็นข้อมูลด้านการตัดสินใจนะครับ
ใน่ส่วนตัวผมเองก็เล็งไว้เหมือนกันแต่รอไปซื้อตอนถูกนะครับ อิอิ