วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หนี้บัตรเครดิต



หนี้บัตรเครดิต

                เนื่องจากเศรษฐกิจและภาวะสังคมในปัจจุบันนั้น เท่าที่ผมได้สังเกตมานั้นมีกลุ่มคนบางส่วนนั้นทำงานมาและเอาเงินมาใช้หนี้  เอ๋ แล้วหนี้มันเกิดมาได้อย่างไร หนี้ในสมัยปัจจุบัน เท่าที่ได้สำรวจดูนั้น หนี้ส่วนใหญ่ จะเป็น Personal Loan รวมไปถึง Credit Card และ บัตรกดเงินสด แล้วสาเหตุสำคัญในการเป็นหนี้ของสิ้นเชื่อเหล่านี้คือการขาดวินัยในเรื่องใช้จ่ายนั้นเอง

การใช้บัตรเครดิตนั้นแท้จริงแล้วมีประโยชน์ อยู่เช่นกันเช่น สามารถใช้ชื้อบริการแพงๆได้โดยไม่ต้องพกเงินสดให้เสี่ยง หรือ ใช้ชื้อสินค้าหรือบริการในขณะที่ยังไม่มีเงินสดมากพอ แต่เมื่อเราใช้ บัตรเครดิตไปแล้วก็พูดง่ายๆคือเราเป็นหนี้ในเมื่อเป็นหนี้ เราก็ต้องจ่าย
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าเมื่อเรามีหนี้เราก็ต้องจ่าย ไม่ว่าจะเป็นหนี้แบบไหนก็ตามเราก็ต้องจ่าย แล้วผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมธนาคารถึงเสนอ Personal Loan ให้มนุษย์เงินเดือนกันจังเลย ทั้งที่สุดท้ายแล้วก็คงหนี้ไม่พ้นเอาเงินไปชื้อของที่ไม่จำเป็นเช่น กินอาหารหรูๆ รองเท้า กระเป๋าแพง ซึ่งมัน เป็นวิธีการที่ผิดทำไมไม่เอาเงินเปล่านี้ไปปล่อยกู้ให้กับภาคธุรกิจ SME หรือ บริษัทที่ต้องการเงินทุนเอาไปต่อยอด เพราะ มันเป็นจ้างงานสร้างงานให้คน แต่นี่เอามาเสนอให้มนุษย์เงินเดือน ถามจริง พวกเขาเหล่านั้นจะเอาไปทำไร  แถมดอกเบี้ยสุดมหาโหด 20% ต่อปีถ้าคิดแบบ Effective Rate แล้วได้ถึง 24%ต่อปี ให้ลงทุนในตลาดหุ้นก็ไม่ได้ผลตอบแทนเท่านี้เลยยกเว้นว่าคุณใช้ Derivative

ก่อนที่เราจะมีบัตรต้องคิดให้รอบคอบก่อนว่า ทำไปทำไม ไม่ใช่เห็นว่ากระเป๋าสวย อยากได้กระเป๋าเลยทำบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด แล้วถ้าจะให้ดีคือ เราไม่ควรมีบัตรเงินสด เนื่อง บัตรกดเงินสดนั้น ไม่สามารถรูดชื้อสินค้าได้นอกจากกดเงินสด แล้วใบบันทึกรายการนั้นก็ไม่บันทึกด้วยว่าจ่ายเงินชื้อสินค้าหรือบริการไปเท่าไร ไม่เหมือนบัตรเครดิตที่จะบันทึกทุกรายการ  ทำให้เรา ซึ่งมันจะดีกว่ามากใช้มั้ยครับ เนิ่องจากทำให้เรารู้ว่าใช้จ่ายอะไรไปบางในแต่ละรอบบิล และ ตัดค่าใช้จ่ายบางรายการออกไปได้ แล้วหนึ่งคน ควรมีบัตรเครดิตแค่ใบเดียว ซึ่งจะช่วยป้องกันการใช้จ่ายจนเกินกำลังแล้วยังสามารถประหยัดค่า ธรรมเนียมได้ด้วย  และ ค่าบริการอื่นๆได้อีก

                ในสมัยนี้สิ่งล่อตาล่อใจเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์, laptop, tablet รองเท้า และเครื่องหนังต่างๆ ซึ่งบางคนเปลี่ยนกันเป็นว่าเล่น แล้วเอาบัตรเครดิตผ่อนจ่าย ผ่อนลูกเดียว ซึ่ง โทรศัพท์ที่ซื้อมาใช้งานนั้น จำเป็นด้วยหรือไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ แล้วพอซิ้อมาตกรุ่นราคาลง สุดท้ายใช้ไปเรื่อยพังกลายเป็นเศษขยะ อาวสรุปนี้คือ เอาเงินไปผ่อนกับเศษขยะ ผมกำลังสือให้เป็นปัจจุบันเด็กสมัยนี้ใช้เงินเก่งมากไม่คิดหน้าคิดหลังเอาแต่ผ่อนๆไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน ซึ่งความจริงมันต้องคิดด้วยว่าซื้อมาแล้วใช้ประโยชน์มันได้แค่ไหน
                หลักการที่จะหมดหนี้มีออมนั้นมีหลักการง่ายๆครับใช้มาหลายพันปีคือ ประหยัดเท่านั้นครับ มีน้อยใช้น้อย แล้วเก็บเงินนั้นไว้ พอมีเงินมากพอ ค่อยเอาเงินไปซื้อของครับ แบบนี้ก็จะไม่มีหนี้จริงไหมครับ ถ้าใครอยากมีบัตรเครดิต หรือ บัตรกดเงินสด แล้วกลัวว่าตัวเองจะไม่มีวินัยในการใช้บัตร ผมแนะนำให้ไปเปิดบัญชีเงินฝากครับ แล้วหาเงินให้ได้เท่ากับจำนวนวงเงินที่บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดที่ทางสถาบันการเงินอนุมัติให้ ใส่ในบัตรชีนี้ครับ แล้ว บัตรนี้ห้ามถอนเอามาใช้ ยกเว้น มีเหตุจำเป็น คล้ายๆกับ ทำ บัตรเครดิตแบบคำประกันเงินฝากครับ ที่สำคัญคือ มีวินัยใช้จ่ายอย่างประหยัด

                หลายคนอาจจะยังสงสัยว่าและยังไม่เข้าใจบัตรเครดิตนั้นมีหลักการคิดดอกเบี้ยอย่างไร บางคนยังเข้าใจว่า ถ้าเราใช้บัตรเครดิตไป 10,000 เมื่อถึงวันที่ต้องชำระเราชำระไป 1,000 เราจะเสียดอกเบี้ยแค่จำนวนของเงินต้น 9,000 บาทนั้นเป็นความเข้าใจที่ผิดครับ เรามาดูกันว่าธนาคารนั้นคิดดอกเบี้ยนกันยังไง ตามภาพข้างล่างนี้เลยครับ


สมมุติ นาย ก. รูดซื้อของเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม จำนวน 10,000 บาทและไม่ได้ใช้บัตรนั้นอีกเลย ธนาคารสรุปยอดรายการวันที่ 25 ตุลาคม เป็นจำนวนเงิน 10,000 บาท นาย ก. นำเงินไปชำระขั้นต่ำจำนวน 1,000 บาทในวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันครบกำหนดชำระ

วันที่ 25 พฤศจิกายน ธนาคารสรุปยอดรายการอีกครั้ง โดยระบุว่ามียอดที่ต้องชำระรวม 9,271.23 บาท ซึ่งแบ่งเป็น
ยอดที่ยังไม่ได้ชำระ 9,000 บาทดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมก้อนแรกคำนวณจากยอดเต็ม นับตั้งแต่วันที่ธนาคารได้ทดรองจ่ายเงินให้แก่ผู้ถือบัตร (ในตัวอย่างนี้ สมมติให้ตรงกับวันที่รูดซื้อของ) จนถึงวันก่อนชำระ = (10,000 x 20% x 36) / 365  = 197.26 บาท

ดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมก้อนที่สองคำนวณจากยอดที่ยังไม่ได้ชำระ นับตั้งแต่วันที่ชำระบางส่วนจนถึงวันสรุปยอดรายการในเดือนถัดไป  =  (9,000 x 20% x 16) / 365  = 78.90 บาท
ถึงแม้นาย ก. จะจ่ายเงินครบตามใบสรุปยอดรายการ ณ วันที่ 25 พฤศจิกายนไปแล้วเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม แต่ก็จะยังมีดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมค้างจากวันที่ 26 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 9 ธันวาคม (วันก่อนชำระเงิน) ดังนั้น สถาบันการเงินจึงมีการแจ้งยอดรายการอีกครั้งในวันที่ 25 ธันวาคม จำนวน 69.04 บาท ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม = (9,000 x 20% x 14) / 365 = 69.04 บาท​

                ทั้งหมดนนี้นำมาเสนอเนื่องจากของฟรีและดีไม่มีในโลกนี้บางคนยิ่งทำงงานยิ่งจน ยิ่งจนยิ่งเหนื่อยยิ่งทำ OT เหนื่อยมากขึ้นเพื่อเอาเงินใช้หนี้ที่ตัวเองก่อไว้ ที่สำคัญและ ย้ำให้มากคือมีวินัยครับ การมีวินัยทางด้านการเงินนั้นสำคัญมาก ดดารที่เรามีวินัยด้านการเงินนั้นจะให้เราบริหารเงินได้และสุดท้ายเงินจะทำงานเป็นระบบตามที่เราตั้งไว้ ชีวิตเราก็จะสบายยิ่งขึ้นครับ

วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การละเล่นของฝูงชนในตลาดหุ้น



การละเล่นของฝูงชนในตลาดหุ้น

ในช่วงครึ่งปี 2014 นั้น โดยปกติส่วนตัวแล้วผมเป็นคนที่เข้าห้างศูนย์การค้าเป็นประจำ ส่วนใหญ่เมื่อเข้าห้างแล้วจะเข้าไปเดินใน ร้านหนังสือ ส่วนใหญ่คนจะเข้าร้าน kino กัน ผมจะมาสำรวจตลาดหนังสือการลงทุนเป็นประจำสังเกตได้ว่าช่วงนี้หนังสือขายดีขึ้นวันหนึ่งต้องขายได้อย่างน้อย 2-3 เล่มหนังสือวางตามชั้นหายไปอย่างรวดเร็วในเวลา 1 สัปดาห์ และเริ่มมีคนพูดถึงหุ้นมากขึ้นและมีการชักชวนทำธุรกิจในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น รวมไปถึงมีการจัดการสัมมนาหุ้นมีมากขึ่นพุดเยอะมาก ซึ่งมันการละเล่นในตลาดหุ้นของฝูงชน
 สิ่งที่ผมจะพูด คือในช่วงครึ่งปี 2014 นี้ เริ่มคนเข้าตลาดมากเกินไป และ ภาพตอนหุ้นตกช่วงมีการเมืองก็หายไปราคาหุ้นก็ไม่ได้ถูก ค่อนข้างแพงแล้ว ใครจะชื้อส่วนใหญ่เข้ามาเก็งกำไรกันหวังจะชื้อแพงขายแพงกว่า และ มือใหม่ส่วนใหญ่ cut loss กันไม่เป็นติดดอยแล้วมาถามว่าทำไงดี สิ่งทำคือต้องเข้าใจก่อนว่า เงินง่ายๆไม่มีในโลกนี้ไม่งั้นทำไมเราไม่รวยกันหมดแล้วล่ะคนเราไม่ค่อยนึกถึงกัน พอหุ้นขึ้นอยากเข้ากัน เนื่องจากติดใจกันเหมือนยาเสพติดอยากได้กำไรกันนิดหน่อยก็ยังดีตอนออก ออกกันทันบางไม่ทันบางบางคนทำงานประชุมอยู่ซื้อขายหุ้นก็ไม่ได้ทำไงดี
ก่อนอื่นผมแนะนำว่าควรถามตัวเองก่อนว่าชื้อหุ้นเพราะอะไร ถ้าคุณซื้อหุ้นมาเพราะว่า ได้ข่าว เพื่อนแนะนำ หุ้นในกระแส หรือ ซื้อเพราะหวังที่จะขึ้นต่อไปขายในราคาที่แพงกว่านั้น ผมขอบอกเลยนะว่า อย่ามาเล่นหุ้นเลย การเป็นนักลงทุนไม่ง่ายนัก สิ่งที่สำคัญคือความรู้ ไม่ใช่การเล่นมั่วๆเหมือนบ่อนการพนัน เหมือนคุณอยู่ในสนามรบ และ บอกว่าจะขอเข้าไปในป่า กินเหล้านอนหลับอย่างสบายรับรองครับคู่ต่อสู้ฟันเละแน่กลับมาตายสถานเดี่ยว

เชื่อไหมครับตอนหุ้นตกเยอะๆ ไม่มีคนเข้า สัมมนาหุ้นก็ไม่มี  คนที่มาชักชวนทำธุรกิจหายหมด เอ๋ทำไม เกิดอะไรขึ้นงานสัมมนาหุ้นที่จัดขึ้นคนเข้าน้อยลงไม่แนน แต่พอตอนหุ้นขึ้นแรงแบบจัดๆ เข้ามากันเยอะมาก สัมมนาหุ้นจัดกันเยอะมากหลายคนชอบบอกว่าตัวเองเป็น VI ซึ่งมาเข้าและมาเป็น VI ตอน SET INDEX ไป 1500 จุด คือ ผมบอกกันตรงๆ เลยนะครับทำไมเป็น VI เป็น VI ตอน SET INDEX 1500 ทำไมตอน 500 800 1100  เราไม่เป็น VI เชื่อไหมตอน 500 เทวดามาพูดก็ไม่ฟังเพราะหุ้นตกคนไม่อยากเข้ากลัวขาดทุน และ ผมอยากบอกว่าด้วยว่าอย่ามานั่งเดาว่าหุ้นจะไปกี่จุด ไปเท่านั้นเท่านี้ เพราะถ้าเดาได้จริงรวยกันไปหมดแล้ว ปากกาเชียนหักก็มีอยู่หลายครั้ง มีหลายโบรค์ออกมาบอกจะไปเท่านั้น เท่านี้ อย่าเชื่อครับ พวกนี้เขาแค่ดูเศรษฐกิจ เงินไหลเข้าออกเท่าไร แค่นั้นเอง

ช่วงต้นปี 2014 การเมืองยืดเยื้อยาวนาน ต่างชาติ ขายทุกวันหุ้นลงทุกวันบางช่วง ลงไปถึง 1250 จุด บางคนบอกว่าลงไป 1100 จุดโบรกทุกโปรกบอกว่าให้ขายเถอะลดพอรต์ขายหุ้นทิ้ง เชื่อไหมครับ พอหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ หุ้นขึ้นมา 1280 1300 จุด แล้วจะสมมุติที่ขายไปคือขายไปเพื่ออะไร แล้วพอมาถึง ช่วงหุ้นขึ้นก็บอกว่าไปเท่านั้นเท่านี้และหุ้นก็ลง แล้วมาบอกว่าแค่พักฐานไปต่อแน่นอนแล้วมันก็ไม่ไปต่อ ผู้จัดการกองทุนบางกองก็ไม่เก่งคนที่ลงกองทุนผมอยากจะให้คิดก่อนลงทุนในกองทุนนะครับ เนื่องจากเราเอาเงินไปให้เขาบริหารไม่ใช้เอาไปลดหย่อยภาษีอย่างเดี่ยวเท่า เช่น ลงทุนใน SET 50 หรือ SET 100ถามจริงลงไปทำไมครับ สู้เอาไปลง TDEX ไม่ดีกว่าเหรอ แถมทุกปีเราต้องจ่ายเงินให้ผู้จัดการกองทุนด้วย การที่ช่วงหลังของปี 2014 นั้นคนเข้ามาเยอะ หนังสือหุ้นขายดี จนมากกว่าผิดปกติ ซึ่ง หมายถึง ตลาดมันบวมมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วพอตลาดก็จะเหวียงแรงมาก แล้วการลงทุนจะยากมาก แล้วตอนที่ตลาดบวมมากๆมักจะเกิดตอนที่ตลาดบูมจัดมากๆ และ คนเข้าเยอะเนื่องจากหุ้นขึ้น rally มาเยอะมาก ถึงบวม ถ้าแล้วถ้าบวมจนแม่ค้าขายของนั้นบอกว่าชื้อหุ้นผมแนะนำว่าให้ขายหรือถือหุ้นไว้อย่าชื้อเพิ่มแล้วถ้าตลาดบวมนั้นจะมีบางอย่างเกิดขึ้นเวลาตกนั้นจะตกแรงมาก และจะมีโอกาสขาดทุนเยอะมาก เนื่องจากจะคนนั้น panic sell และ บวกกับการทำกำไรของนักลงทุนบางคนที่เข้ามาก่อนหน้านี้
  
ช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2014 ก็เอาอีกรอบหนึ่งคือประเทศอาเจนติน่าผิดนัดชำระหนี้ หรือ default มาพร้อมกับ ข่าวร้ายคือ เงินเฟ้อของกลุ่ม Euro นั้นมีแนวโน้มว่าจะลดลงจนกลายเป็นเงินผิด ตลาดหุ้นก็เท่ ตกกันแบบกระหน่ำ Summer Sale คนที่มีหุ้นนั้นส่วนใหญ่ถ้าเป็นนักเก็งกำไรหรือมือใหม่จะขายก่อน แต่จะใช้ common sense ดูนั้น เอ๋ บริษัทเองก็ยังมีกำไรลูกคาเข้าต่อเนื่องก็ไม่จำเป็นต้องขาย จริงไหมครับ