วันเสาร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2557

Margin of Safety


MARGIN OF SAFETY
Margin of safety หรือ MOS นั้นเป็นส่วนเผือความเสี่ยง เรื่องนี้เองนั้นถูกพูดถึงกันในเรื่องการเล่นหุ้น MOS เองนั้นส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนในตลาดหุ้นมักจะใช้กัน MOS เองนั้นไม่มีหลักการคิดที่ตายตัวหรือเป็นแบบแผนมากนั้น เนื่องจาก MOS นั้นต้องใช้มุมองหรือ มิติที่มากกกว่า 1 มิติ เช่นการหามูลค่าของหุ้นตัวกิจการ จิตวิทยา งบการเงิน และ ที่สำคัญคือประสบการณ์ เนื่องจากในส่วนของกำไรพิเศษนั้นสามารถทำให้ MOS ต่ำได้ด้วย
                หลายคนพยายามที่จะหา MOS เองโดยคิดว่ามันมีหลักที่ตายตัว แต่พอเอากลับเข้าจริงๆนั้นมันไม่มีและยากมากเพราะการที่คุณจะซื้อหุ้น MOS นั้นต้องมี Condition หลายอย่างมากเช่น ตลาดหุ้นตกแบบผิดปกติ เช่น โบรเกอร์ทุกเจ้าทุกที่บอกให้ขายหรือไม่ก็ งบการเงินต้องแกะให้เป็นตามข่าวนิดหน่อยมีกำไรพิเศษไหมนโยบายของรัฐเป็นยังไงประโยชน์กลุ่มไหนจะได้
                ในส่วนตัวของผมเองนั้นจะมีหลักการคิด MOS ซึ่งมีอยู่ 7 หลัก (ใครจะเอาไปใช้ไม่ว่ากันนะ หุหุ) 
1. การเลือกหุ้น หุ้นที่ผมจะชื้อนั้นจะเป็นหุ้นที่มีพื้นฐานดีและต้องสิ่งที่เข้าใจว่าธุรกิจหากินยังและมีอนาคตหรือไม่ที่สำคัญผมจะไม่ชื้อหุ้นปั่นที่ celling หรือ floor ในวันสองวันเนื่องจากกิจการยังขาดทุนหรือธุรกิจมาชัดเจนแน่นอน

2. หุ้นตัวที่เลือกนั้นต้องจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และ การทำกำไรสูง ภาระหนี้ที่ต่ำมาก 

3. ไม่มีหนี้ได้เลยยิ่งดีหุ้นที่เลือกนั้นต้องมีสภาพคล่องที่ดี  สามารถลงทุนได้โดยไม่ต้องใช้เงินกู้จะถือว่าดีมา 

4. ในงบการเงินนั้นมีหนี้สินรวมไม่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์หมุนเวียนสุทธิ 



5.งบการเงินต้องดูให้ออกด้วยว่ากำไรพิเศษมีเข้าเยอะมากไหม ถ้าเข้ามาเยอะนั้นจะให้ P/E ลดลงต่ำกว่า ที่ควรจะเป็น ถ้าเกิดลักษณะแบบนี้ผมเอา P/E คูณด้วย 1.5 หรือ 2 เพื่อเป็นเพื่อเผื่อความเสี่ยงด้วย ( MOS ) ตามรูปด้านล่างที่ปี 56 มีกำไรพิเศษเข้ามามาก ผม เอา P/E คูณ สองเลย พอตอนนี้ P/E เกือบเท่ากับที่ผมคาดการณ์ไว้
 
 


6. หุ้นที่ได้มาหาค่า Book Value หรือ BV เป็นราคาที่เราเอาไว้ชื้อหุ้น บางคนถามว่าต้องรอนานมากเลยถึงจะได้ราคานี้ ผมบอกตรงๆเลยครับว่ารอนานแต่ถ้าชื้อได้ควรซื้อครับที่ราคานี้ โดยทั่วไปแล้วผมจะชื้อที่ราคาหุ้นไม่เกิน 1.5 เท่าของ BV ซึ่งจริงๆแล้วหมายถึง P/BV นั้นเอง

7. จิตวิทยาในตลาดครับเหมือนอย่าง Warren Buffett บอกไว้ว่าช่วงที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้นคือช่วงเวลาที่คนกำลัง Panic ขายกัน ซึ่งช่วงเวลาแบบนั้นเราจะได้หุ้นที่ถูกครับแล้วหุ้นที่เราเลือกพื้นฐานดี ราคามันจะกลับไปที่เดิมครับ ในหัวข้อส่วนนี้นั้นจะยากมากเนื่องจากเราต้อง deal กับเหตุผลและอารมณ์ 


                MOS นั้นขึ้นอยู่แต่ละคนที่จะออกแบบซึ่งไม่มีหลักตายตัวที่จะใช้ในการเลือกหุ้นจริงๆ เนื่องจากบอกว่า P/E ที 15 เท่านั้นถูก แต่อีกคนบอกว่า P/E จ เท่าสิถึงจากถูก เรื่องงบการเงินก็เช่นกันบางคนบอกว่ากระทบมาก บางคนบอกว่าถือว่าปกติจะทำให้เรื่องการจำกัดความเสี่ยงนั้นตีไปแบบคนละแบบกันขึ้นอยู่กับระบบที่นักลงทุนแต่ละคนจะพิจารณาแล้วว่าเหมาะสมกับตนเอง

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

ระบบ system trade

System Trade

           ในช่วงที่ผ่านมานั้นช่วงหุ้นขึ้นรอบที่แล้ว 1500-1600 นั้นมีหลายคนพูดเรื่อง System Trade แล้ว System Trade นั้นจริงๆคืออะไร หลายคนที่ได้ฟังจากที่อื่น อาจจะบอกว่า System Trade นั้นคือ เขียน โปรแกรม, Bot, Robot ที่เอาไว้ใช้ในการ Trade หรือ ระบบการ trade แบบที่ใช้ในแบบที่เชียนบางคนพูด
หรือใช้กราฟเข้าช่วยในการจับจังหวะที่เข้า ออก หรือ ถือ แต่ System Trade ของผมนั้นจะใช้แบบที่ไม่ต้องใช้ กราฟจับจังหวะ ซึ่งการใช้กราฟนั้นผมจะบอกในตอนท้ายว่ามีจุดอ่อนยังไง

            หลักการนั้นระบบ system trade นั้นจะสามารถก็จะให้คำตอบนั้นได้ System Trade ของคุณว่าเป็นอย่างไร การลงทุน ประเภทหุ้น ลงทุนหรือเน้นส่วนต่าง นั้นคุณต้องคิดและสร้างมันขึ้นมาเอง ผมเอง เพื่อนผมหลายคนถามผมว่าทำอย่างไรถึงได้กำไร 100% หรือมากกว่านั้น และในช่วงวิกฤตินั้นจะ ฝ่าได้อย่างไร มีขายไหม มี cut loss ไหม ระบบจัดการยังไงชื้อตรงไหนและขายตรงไหน คำถามเหล่านี้มักจะถามเป็นประจำตอนหุ้นขึ้น พอหุ้นตกก็ถามว่าชื้อดีไหม

System Trade ของผมนั้นจะไม่ใช้กราฟ
System Trade ของผมนั้นจะแบ่งออกเป็นสามส่วน คือ
  1. Fundamnental
  2. ใช้จิตวิทยา หรือ ระบบผลประโยชน์
  3. การใช้ระบบ Money Management
ส่วนแรก Fundamental  ผมเน้นหุ้นพื้นฐานเป็นหลักและต้องตีงบการเงินให้แตกว่ามีกำไรพิเศษไหม รายได้มาจากไหนเป็นหลัก ความเสี่ยงธุรกิจมีด้านไหน ธุรกิจที่ผมลงนั้นเน้นเข้าใจง่ายไม่ชับซ้อน และที่สำคัญคือ ผมเน้นปันผล 4.5%+  ถ้าตำ่กว่านี้ผมจะดูอนาคตของธุรกิจว่าไปได้หรือไม่ ที่สำคัญคือ P/E และ P/BV ของหุ้นนั้นต้องไม่สูง

อีกส่วนจะใช้จิตวิทยาของตลาดว่าคนกลัวหรือไม่ คนเข้าตลาดเยอะไปหรือไม่ ใช้ทฤษฏี reflextive ของคุณ จอร์ด โซรอส เข้าด้วยคือแรงกดต้องเท่ากับแรงสะท้อน คือ ถ้าคนกลัวมากเท่าไรหุ้นก็ยิ่งสะท้อนไปไกลเท่านั้น ในทางกลับกันก็เช่นเดียวกัน การใช้กราฟในการจับจังหวะนั้นผมคิดว่าเสี่ยงมากเนื่องจากเมือใดก็ตามกราฟมีคนเห็นเหมือนกันหมดนั้นจะทำให้มันใช้ไม่ได้และจะทำให้การทำกำไรหรือจับจังหวะนั้นเสียใด

ส่วนสุดท้ายการบริหารจัดการเงินก็สำคัญไม่แพ้กันคือต้องมีวินัยเช่นเงินปันผลเอามาลงทุนต่อ หรือเก็บเดือนละ พัน สองพัน แล้วเอาไปลงทุนต่อ หรือ เงินปันผลเองนั้นจะเก็บไว้ Re-invest ทันทีเมือหุ้นตกมาจนราคานั้นเหมาะสมหรือตำ่กว่าได้ยิ่งดี ที่สำคัญนั้นเงินที่เก็บไว้นั้นต้องห้ามเอามาใช้ และ ต้องกันเงินส่วนนี้ออกมาอีกบัญชีหนึ่ง ส่วนในการลงทุนนั้นผมจะแบ่งเงินออกเป็น ไม้ๆครับจะไม่ลงทีเดียวหมดเลย เนื่องจากถ้าลงต่อจะได้มีเงินชื้อ แต่ถ้าชื้อจนหมดแล้วก็พอครับ

แต่ละคนนั้นมีระบบการเทรด และ ลงทุนแตกต่างกัน สมมุติ ถ้าจะ ชื้อขายเก็งกำไร  ต้อง cut loss เป็น เช่น 10% ต้องขายถ้าผิดทาง ห้ามเก็บ และ บางคนใช้กราฟรอสัญญาณในการชื้อ การจัดการแบ่งเงินเป็นส่วนๆในการลงทุนก็สำคัญอย่าลงทีเดียวหมดหน้าตัก ให้แบ่งออกเป็นไม้ๆไป

สุดท้ายนี้ให้ลองคิดนะครับว่า system trade ของคุณคืออะไรสร้างมันขึ้นมา ให้เหมาะกับคุณ อย่าไปเชื่อครับว่าทำตามคนนั้นแบบนั้นแล้วดี แม้อาจจะต้องใช้เวลา ก็ต้องอดทนครับแล้ว  ผมใช้เวลาประมาณ 1 ปีครับกว่าจะคิดได้ครับ และ ใช้ได้ผลลองผิดลอง๔ุกมากเยอะเหมทือนกันขอให้โชคดีในการลงทุนนะครับ