วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

7 คำถามการเงินและปรัชญา ชีวิตที่ทำเอาให้คุณนั้นอึ้งได้


1. คุณคิดว่ารวยนั้น คืออะไร และ ต้องมีเท่าไร
คำถามนี้เป็นคำถามง่ายๆ แต่ตอนตอบนั้นไม่ง่ายนัก ลองคิดดูนนะ ถ้าเราจะรวยนั้นต้องมีเงินสักเท่าไร
1 ล้าน 10 ล้าน หรือ 100 ล้าน แล้วจะเอาสักเท่าไรดี แต่ลองเปลี่ยนความคิดเป็น ถ้าสร้างสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน X% ต่อปีเพื่อ Cover ค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว คุณจะรู้เลยว่าต้องมีเงินเท่าไรถึงรวยในแบบฉบับของคุณเอง

2. ทำไงถึงรวย
คำถามนนี้มีคนมาถามผมเยอะมาก แต่ก็มีหลายวิธีที่จะให้รวย  มหาเศรษฐีส่วนใหญ่เค้าจะให้เงินนั้นทำงานเหมือนกับการลงทุนที่ไม่ใช่เพียงแค่อาศัยกองทุนรวมอย่างเดียว เค้าจะพยายามให้เงินนั้นทำงานแม้แต่เค้ากำลังหลับก็ตาม บางคนบอกว่าปันผลน้อยมาก แต่ ต้องจำไว้อย่างหนึ่งว่าทุกอย่างต้องมีก้าวแรกเสมอเพราะถ้าคุณไม่เริ่มเดินก้าวแรก คุณก็จะไม่มีวันถึงเป้าหมายอยู่ดี

3. จะทำได้เหรอ รวย......ล้าน
คำถามแบบนี้เกิดในใจหลายๆคนเวลาไปอย่างหนังสือของสำนักพิมพ์บางที่ ผมขอบอกเลยนะครับว่า ทำได้แน่ครับ แต่ต้องไม่มากจนเกินความเป็นจริงผมเชื่ออย่างหนึ่งนะครับว่า ทุกคนมีเงินล้านได้แต่ส่วนใหญ่มักจะไปไม่ถึงเพราะเอาไปซื้อ รถ บ้าน บลาๆๆๆ หรือเป็นรางวัลตัวเอง อย่าดูถูกตัวเองครับทำได้แน่

4. การสร้างรายได้เดือนละ XXXX บาท ต้องใช้เงินเท่าไร และ คิดว่าจะหาได้เหรอ
คำตอบ จริงๆอยู่ในข้อสามแล้วแหละ แต่การที่จะหาเงินก้อนแบบนั้นเป็นใครก็ต้องคิดหนัก เวลาหาเงินทุนมาลงทุนนั้นไม่จำเป็นต้องมีเงินก้อนที่ใหญ่ก็ได้ครับ ค่อยสะสมและลงทุนไปเรื่อยเดี๋ยวมันก็ถึงเองครับเหมือนหยดนำ้ที่ทำให้หินกร่อนได้ แต่อย่าลืมวางแผนด้วยนะครับ

5. หุ้น คือ ???? ไม่เอาดีกว่าเสี่ยง
การที่เอาเงินเก็บไว้ในธนาคารนั้นเสี่ยงยิ่งกว่า ถ้าคุณเอาไปสร้างผลตอบแทนพร้อมกับเป็นเจ้าของกิจการไปพร้อมๆกันน่าจะดีกว่าไหม อย่างน้อยก็ไม่ได้เงินเฟ้อกินไปชะก่อน จาาการลงทุนที่ผมผ่านมานั้นถ้าเองเงินในจำนวนเท่ากันไปลงทุนในหุ้นให้ผลตอบแทน 5% ต่อปี จาก 10000 บาท จะกลายเป็น 10500 ทันที ขนาดที่เอาไปฝาก ธนาคารให้ดอก 0.5% จาก 10000 บาท ได้แค่ 10050 บาท จะเอา 500 หรือ 50 น่าจะคิดเอาได้แล้วนะครับ

6. เป้าหมายของชีวิต จริงๆคืออะไร
ผมเห็นคนสมัยนี้ทำงานไปเรื่อยๆอย่างไร้จุดหมาย บางคนตอบมาว่าให้มีเงินใช้ก็พอ ถ้าไม่มีเป้าหมายผมรับรองได้ว่าสุดท้ายคุณจะใช้ชีวิตแบบไร้ค่าแน่นอน เนื่องจากพอคุณไม่มีเป้าหมาย คุณก็จะไม่พัฒนาตนเอง พอคนเราหยุดพัฒนาเมื่อไรรับรอง คุณนั้นมีสิทธิ์ตกงาน แน่นอน แล้วเป้าหมายชีวิตจริงนั้นมีหลายอย่างมากเช่น เงิน อำนาจ ยศ  ตำแหน่ง หน้าที่การงาน แต่คุณสามารถเลือกที่สุดได้อย่างเดียวเท่านั้น
พอคุณมีเป้าหมายแล้สรับรองและวิ่งให่สุดเลยครับ

ผมเองเคยเป็นคนกินเงินเดือนเรื่อยไปวัน ทุกวันตั้งคำถามเองว่าทำงานไปเพื่ออะไร เงินเหรอ?
ตำแหน่งเหรอ?  ตอนนั้นมีงานทำก็เหมือนตกงานครับลอยเคว้งมาก พอตั้งความหวังว่าจะรวยจากการลงทุนหุ้นเท่านั้นแหละครับ ผมออกตัวสุดชีวิตเลย ทำงานหาเงินแล้วเอามาลงทุน จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ผ่านมา 5 ปีและผมยังมุ่งมั่นว่าผมจะหาเงินที่ได้มาจาก Asset ที่สะสมไว้จน Cover ค่าใช้จ่ายแล้วก็จะไปทำอะไรที่อยากทำ

7. ลูกจ้างกับนายจ้างทำไมต่างกับลิบลับ
ผมเห็นหลายคนอย่างเป็นนายจ้างเพราะมีเงินเยอะไปที่ไหนก็อิสระเสรีไม่มีใครมาบังคับ
และวันหนึ่งผมไปอ่านบทสนทนา เจ้าของโรงงาน Foxconn กับ วิศวกร ลูกจ้างรายหนึ่งโดยขณะที่เจ้าของนั้นพูดเวทีงานประจำปีของบริษัทโดย วิศวกร คนนั้นถามว่าผมทำงานแทบตาย แต่ คุณกลับได้เงินหลายสิบล้านมันคุ้มแล้วเหรอ แล้วเจ้าของโรงงาน Foxconn ก็ตอบคำถามลูกน้องเค้าตามข้างล่างนี้เลยครับ
  • ขณะที่ผมอายุ 30 ผมต้องเสี่ยงทั้งครอบครัวเพื่อทำธุรกิจนี้ขึ้น แต่คุณไม่เสี่ยงไรเลย แค่เข้าทำงานแล้วก็รับเงินเดือน
  • ผมต้องหาลูกค้าเอง พรีเชนต์ต่างเอง เหนื่อยมากมาหลายปี เพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดแล้วคุณล่ะ
  • คุณสามารถเดินเข้าออกบริษัทผมกี่ครั้งก็ได้ แต่ ผมไปไหนไม่ได้เลยมา 39 ปีแล้ว
  • ผมประสบความล้มเหลวมาไม่รู้กี่ครั้งแล้ว แล้วคุณล่ะ 
  • ผมนั้นเองลำบากมากและแสนสาหัสมามาก แต่คณหลับนั่งอยู่ในห้องแอร์เย็นสบายๆ
เห็นครับว่าเป็นเจ้าของธุรกิจนนั้นไม่ง่ายเลย 

 

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2558

Other People Money

OPM => Other People Money

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพูดถึง OPM หรือ Other People Money และถูกใช้ในวงการขายตรงเป็นอย่างมาก ว่าสามารถทำเงินได้จากเงินของคนอื่นและสร้างอิสรภาพด้านการเงินได้ ผมเลยอยากมาแชร์ให้ฟังว่า OPM นั้นจริงๆ แล้วมันคืออะไร

OPM นั้นผมเองก็เคยเห็นอยู่ในหนังสือพ่อรวยสอนลูกที่อ้างหนังสือเล่มนนี้เพราะขายดีและคนเขียนดันล้มละลายชะเอง สาเหตุที่ล้มเนื่องจากตัวเองประมาณและลงทุนเกินกว่ากำลังของตัวเอง หรือ OverTrade สุดท้ายก็จบและไม่มาออกสืออีกเลย

OPM ความมันก็ตรงๆเลยครับคือรวยได้ด้วยเงินของคนอื่นนั้นเอง แต่การที่เราจะรวยด้วยเงินของคนอื่นนั้นต้องเข้าใจแหล่งที่มาของเงินก่อนนั้นว่ามาจากอะไรได้บาง ใครที่ไปฟังขายตรงส่วนใหญ่ก็จะบอกว่ากู้เงินจาก Bank ไงแต่การกู้ Bank นั้นไม่ได้เป็นคำตอบเดียว ถ้าคุณกู้ Bank ไปทำธุรกิจ และ ธุรกิจไปรอดก็ดีไป แล้ว ถ้าไปไม่รอดล่ะ โดยระบบทุนนิยมแล้ว เงินนั้นจะต้องหายากไม่ว่าโดยทาง ทฤษฎี และปฎิบัติ

คนบางคนอาจจะสับสนระหว่าง OPM กับ การ Leverage OPM นั้นจะเป็นการเอาเงินไปลงทุนต่อในรูปแบบต่างๆแต่การ Leverage นั้นจะเป็นกู้เหมือนครับแต่ต้องวางเงินหลักประกัน 10% และ มันต้องจ่ายค่าพรีเมียมอีกต่างหาก พร้อมเงินต้นในการจ่ายคืน การ Leverage นั้นผมถือว่าอันตรายมากมันสามารถทำให้คุณนั้นล้มละลายไปถ้าคุณไม่รู้จักการประเมิณความสามารถของคุณเอง มี 100 ล้านก็หมด 100 ล้านนะครับ


เงินจาก OPM นั้นแบ่งเป็น 3 ทางได้ดังนี้ครับ
  1.  เงินจากแหล่งเงินกู้ทั้งหลายแหละ (อันนี้หลายคนคงรู้ดี)
  2.  เงินจากการ Joint Venture และ Venture Capital หรือ หารเข้าไปร่วมลงทุนเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นนั้นเอง
  3. เงินปันผลและดอกเบี้ยต่าง
ในบทความนี้จะมีชีช่องทางในแบบที่สามกันซึ่งเป็นแบบที่ทุกคนนั้นมองข้ามไป เพราะในแบบที่ 1 และ 2 นั้นจำเป็นต้องใช้เงินเยอะและเสี่ยงเยอะ และ ได้ผลตอบแทนมากเช่นกัน ถ้าสำเร็จ แต่ในแบบที่ 3 นั้นคนธรรมดาอย่างเราสามารถทำได้ บางอาจจะบอกว่าได้น้อย แต่ก็การเริ่มต้นนั้นต้องมีก้าวแรกเสมอและจะลำบากมากเนื่องจากบางคนอาจจะยังไม่เคยทำ  เชื่อไหมครับว่าผมเองนั้นปันผลหุ้นปีแรกนั้นได้มาแค่ 54 บาทฟังไม่ผิดจริงๆ 54 บาท พอผมลงทุนมากสัก 2 ปี มันก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักพันบาท ผมลงทุนมาแล้ว 5 ปี ปันผลก็เริ่มมาก  แล้วผมเอาเงินไปลงทุนชื้อหุ้นบางตัวต่ออีก ค่อยๆซื้อเก็บไปครับและหุ้นที่เราชื้อนั้นก็ไม่มีต้นทุนเนื่องจากเราเองเอามาซื้อหุ้นแล้ว ถ้าหุ้นนั้นปันผลอีกเราก็มีปันผลเพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องเอาเงินตัวเองชื้อเลย

เห็นไหมครับว่าง่ายมากแค่ไหนแต่ผมก็เชื่ออีกครับว่ามีแค่ไม่กี่คนหรอกครับที่ทำได้ เนื่องจากเราต้องทนกับอารมณ์ของตลาด และราคาที่เหวี่ยงไปมา แต่ความสำเร็จนั้นไม่ได้มาโดยง่าย เพราะถ้าง่าย มันก็จะผิดแปลกจาก ธรรมชาติ อะไรที่ง่ายเกินไปมักจะทำให้เรานั้นขาดทุนเสมอ 

วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

Risk Control



Risk Control
การลงทุนนั้นมีความเสี่ยงเสมอมี่ทั้งกำไรหรือขาดทุน บางคนเข้าใจตลาดการเงินเต้มไปด้วยอุปสรรค์มากมาย ในการลงทุนจริงนั้นเชื่อไหมครับ ว่าเราสามารถจำกันความเสี่ยงได้ และในทางกลับกันเมื่อหลักทรัพย์ใดก็ตามปรับตัวลงอย่างรุนแรงเราสามารถทยอยซื้อได้โดยที่ซ้อนไม่หัก ถ้าหลักทรัพย์นั้นมีคุณภาพหรือดีจริง สุดท้ายราคากลับมาที่เดิม
ความจริงเรื่องการ Cut Loss นั้นเป็นเรื่องที่หลายคนพูดกันมานานแล้วครับ แล้วทำไมยังมีคนประเภทที่ขาดทุนหนักๆในตลาดอยู่ล่ะ หลายคนอาจจะบอกว่าต้องมีวินัย ซึ่งก็ถูกครับแต่แต่ครึ่งเดียวเพราะยังมีปัจจัยอย่างอื่นอีกครับที่สามารถส่งผลต่อการขาดทุนและกำไรของคุณได้ซึ่งได้แก่

  1.  สินทรัพย์ที่คุณไปลงทุน
  2.  การเข้าใจวิธีการป้องกันความเสี่ยงของสินทรัพย์แต่ละประเภท

ในส่วนแรกนั้น เรื่องสินทรัพย์ที่คุณไปลงนั้นคุณนั้นต้องเข้าใจก่อนว่ากำลังลงทุนกับอะไร มีเงือนไขกฎระเบียบเป็นอย่างไปเช่น ถ้าคุณไปลงทุนใน TFEX ไม่ว่าจะเป็น Gold Future หรือ Future ประเภทไหนก็ตามต้องวางเงินหลักประกันเป็นจำนวน 10% ของมูลค่าของสัญญา เช่น ถ้าสัญญามีมูลค่า 200,000 บาท ผู้ลงทุนใช้เงินแค่ 20,000 บาท ที่นี้ผูลงทุนต้องตระหนักว่าการลงทุนนี้มีมูลค่า 200,000 นะ ถ้าลงทุนแล้วผิดพลาดต้องหาจุด Cut Loss ให้ดีเช่น 5% หรือ 10% จากเงินที่ใส่ลงไปซึ่งเรียกว่าจุด Stop Loss เนิ่องการขึ้นลงของราคาสินค้าอ้างอิงเพียงแค่ 1-2% อาจจะทำให้เงินที่ใส้ลงไปเป็นหลักประกันนั้นหายไปมากกว่าที่คิดได้
นอกจากนั้นการเล่นสินค้าที่เป็นอนุพันธ์พวกนี้อาจจะต้องการ Technical ในการเปิดและปิดสัญญาเช่นการเปิด spared เป็นต้นซึ่งการเปิด spared จะต้องใช้สัญญา 2 สัญญาขึ้นไปแล้วไปวางไว้ที่ Long 1 สัญญา และ วางที่ short อีก 1 สัญญาไว้คนละ Series กันซึ่งขาดทุนอย่างมากก็แค่ 1000-2000 บาท เมื่อมั่นใจแล้วว่าตลาดขึ้นหรือลงก็ปิดสัญญาอีกฝั่งหนึ่งทิ้ง และ Let Profit run ไป ที่สำคัญคืออย่าชื้อ Long หรือ Short หมดทุก Series เนื่องจากการทำแบบนี้เปิด spared ไม่ได้แล้วถ้าผิดทางขึ้นมารับรองครับว่านอนไม่หลับแน่ยิ่งถ้าเป็นทองคำนั้นตลาดเปิด 24 ชั่วโมง แถมวันหยุดทางบ้านเราใช่ว่าจะเหมือนกับทางต่างประเทศ
ในกรณีที่เป็นหุ้นหรือทองคำจริงๆนั้นจะไม่มีเรื่องการวางเงินหลักประกัน แต่สามารถใช้ Margin ได้แต่ผมอยากแนะนำว่าอย่าใช้ margin ถ้าไม่มั่นใจจริงๆ ย้ำว่าจริงๆ เพราะนอกจากคุณต้องเอาเงินไปคืนแล้วต้องจ่ายดอกเบี้ยเค้าอีกซึงการ Cut Loss นั้นก็จะคล้ายๆกันที่สำคัญคือต้องมีวินัยนะครับ ผมจะย้ำประโยคนี้มาก เพราะ ประสบการณ์ครับ ผมเองนั้นเคยมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมซื้อทองที่ 1580 เหรียญครับจากนั้นทองราคาลงจนผมขาดทุน 10% ผมก็จัดการ Cut Loss เลยผมรู้สึกผมนั้นคิดถูกครับ หลังจากนั้นลงไป 1200 เหรียญในเวลา 1 ปี
        การลงทุนนอกจากการป้องการความเสี่ยงแล้วยังต้องประเมินความเสี่ยงไว้อีกด้วยคือเวลาซื้อสินทรัพย์ประเภทใดก็ตามต้องคิดว่า Upside และ Downside นั้นมีมากน้อยแค่ไหน เช่นเมื่อปี 2012-2013 มีคนประเมินว่าจีนอาจจะมีปัญหาทำใหเ soft landing ได้ตลาดหุ้นที่จีนนั้นจาก 4000 จุดลงมาเหลือ 1990 จุด ปัญหานั้นก็ผ่านไปและอาจจะไป 3000-4000 จุดซึ่งก็กำไรคนที่เค้าซื้อและได้กำไรนั้นซื้อตอนช่วงที่ cleanup ไปแล้วเรียบร้อยหรือปัญหาเริ่มจบ และจากนั้นก็ Let profit รันอย่างเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

BGH


หุ้นโรงพยาบาล

                ช่วงนี้ประเทศหลายๆประเทศเข้าสู่ช่วง Aging Society หรือ สังคมผู้สูงอายุและที่สำคัญ หุ้นโรงพยาบาลนั้นก็เป็นที่จับตามองและร้อนแรงมากในช่วงที่ผ่านมาเอาเป็นข้อมูลอีกครั้ง ซึ่ง เมือช่วงตลาดเป็นขาลงนั้นเราเองก้น่าจะมีโอกาสได้เก็บหุ้นเหล่านี้บ้าง มาดูตัว Top กันเลยดีกว่า นั้นก็คือ BGH

                 BGH คือ โรงพยาบาลกรุงเทพ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลทั้งหมด  39 แห่ง มีเตียงทั้งหมด 6,971 เตียงสำหรับผู้ป่วย ส่วนโรงพยาบาลในเครือได้แก่

 
 
                ซึ่งมาดูผลประกอบการก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก พร้อมทั้งในปี 2015 นั้นจะมีการขยายสาขาเพิ่มเติ่มอีก 4 สาขา และ โรงพยาบางมีการจัดการทรัพยากรและบุคลากรอย่างมีประสิทธิภาพในณูปแบบของ Hub and Spoke ปัจจุบันเอง BGH เองนั้นก็ยังเข้าไปถือหุ้นของโรงพยาบาลรามคำแหง 
38.24 % และ บำรุงราช 23.95% 
 
                ดูจากแนวโน้มและกำไรถือว่าด๊มากมีการใช้บริการเพิ่มขึ้นพร้อมทั้งที่ประเทศไทยเองนั้นมีการบริการที่ดีและค่ารักษาที่ถูกทำให้ต่างชาติเริ่มที่อยากจะเข้ามารับการรักษาที่ประเทศไทยและแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆดังภาพด้านล่าง

 
 
             และเมือดูจากสัดส่วนด้านการเงินแล้วถือว่ายังใช้ได้ หนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น 1.01 เท่า ส่วน ROE 16% กว่าถือว่าเข้าเกณฑ์ แต่ถ้าสังเกตกันดีๆการที่โรงพยาบาลขยายสาขานั้นล้วนแต่ใช้การเงินจากการกู้ยืมทั้งสินไม่ได้ เนื่องจาก ดูจากกำไรที่ได้มานั้นก็ไม่น่าจะเพียงพอต่อการลงทุนขนาดใหญ่ๆได้ 
อัตราส่วนของลูกหนี้เองนั้นก็อยู่ในเกณฑ์ที่โอเคครับ  เอามาเป็นข้อมูลด้านการตัดสินใจนะครับ
ใน่ส่วนตัวผมเองก็เล็งไว้เหมือนกันแต่รอไปซื้อตอนถูกนะครับ อิอิ