วันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ถูกแพงดูที่อะไร


ถูกแพงดูที่อะไร
                อยากจะบอกว่าเป็นปัญหาที่เกือบจะโลกแตกมากเนื่องจากหลักการจริงๆนั้นมีอยู่ และ คนส่วนใหญ่ลืมมันและใช้ความรู้สึกและการกะเก็งแบบมั่วๆในการดูว่าอะไรถูกแพง ในบทจะไม่พูดถึงทองนะครับ เนื่องจากเมื่อไรก็ตามที่มีการยกเลิกมาตรฐานทองคำ คุณจะได้เห็นราคาตกแน่นอน หุหุ ส่วน พันธบัตร นี้ราคาขึ้นลงตามดอกเบี้ยและหน้าตั๋วเอาซึ่งดูได้ไม่ยากการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ยกเว้นตอนที่สภาวะตลาดไม่ปกติ เช่น มีวิกฤติ หรือ ตลาดนนั้นขาดความเชื่อมั่น
                ส่วนหุ้นนั้นการจะดูว่าถูกแพงนั้นผมบอกคุณได้เลยว่าเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยแต่ตัวเลขบางตัวอาจจะหลอกกันได้ความจริงไม่ได้หลอกหรอกเพียงแต่คุณเองอาจจะดูไม่ทั่วถึง ตัวเลขบางตัวใช้ในธุรกิจกับธุรกิจไม่ได้ และ ใครอ่านบทนี้รับรองหลังจากอ่านเสร็จคุณอาจจะวิง่ไปบนตึกแล้วบอกว่าเข้าถึงแล้ว แต่ความยากจริงๆนั้นอยู่ที่จิตใจครับ อ่านได้ในบทแรกๆ เอาเลยมาดูกันว่าถูกแพงหุ้นมันดูงั้นยัง คุณว่ามันดูที่ราคาอย่างเดียวหรือเปล่า     เช่นหุ้น BBL ราคา 200 คุณต้องชื้อขั้นต่ำ 100 หุ้นจ่ายเงิน 2 หมื่นบาท หลายคนจะบอกว่าแพง ถ้าเป็นหุ้นบางตัวราคาหุ้นล่ะ 1 บาทชื้อขั้นต่ำ 100 หุ้นเหมือนกันจ่ายแค่ 100 บาทหลายคนจะบอกว่าถูก จะบอกว่าถ้าคูณมองแบบนี้เมื่อไรเตรียมตัวให้ดีนะครับ การที่หุ้นถูกนั้นให้ดูที่  P/E  P/BV และ D/E หรือ หนี้สินต่อหุ้นร่วมทั้ง ROE บางบอกว่าเยอะจัง ผมบอกแล้วนะครับว่า บางตัวใช้ไม่ได้กับบางธุรกิจเช่น D/E นั้นใช้ไม่ได้กับธนาคารเพราะธนาคารนั้นหนี้เยอะมากเนื่องจากเงินฝากนั้นคือหนี้ของธนาคารเพราะธนาคารนั้นจะจ่ายเงินคืนเมือทาวถามพร้อมกับดอกเบี้ย หุ้น BBL ที่เอามาให้ดูคุณเห็นอะไรไหมครับ ที่ผมให้สังเกตคือ P/E กับ P/BV แล้วก็ ROE แล้ว เอ๋แล้วค่าสามค่านี้ต้องดูยังไงบางที่ผมให้ดูคือ

  1. P/E คือราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น ดังนั้นP/E นั้นถ้าไม่เกิน 15 เท่านั้นถือว่าใช้ได้นะยังไม่แพงมาก
  2. P/BV นั้นคือราคาหารด้วยมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นถ้ามีค่ามากกว่า  1 แสดงว่าซื้อหุ้นได้แพงกว่าเจ้าของลงทุน ถ้าน้อยกว่า 1 แสดงซื้อหุ้นได้ถูกกว่าเจ้าของลงทุน  P/BV นั้น 1.20 ถือว่าไม่แพง ถ้าไม่เกิน 1.5 ถือว่าซื้อได้ ถ้าเป็นผมจะชื้อ P/BV ที่อาจจะต่ำกว่า 1 เนื่องจากสามารถซื้อได้ต่ำกว่าราคาที่แท้จริง ถ้าดูราคาของกิจการคือ 160.73 ใครซื้อได้ 160 หรือ ต่ำกว่านั้น หุหุ บอกเลยว่าได้ของถูก
  3. ROE นั้นต้องได้ 12 เท่าต่อปีหรือมากกว่านั้นเหมือนได้กำไรเดือนล่ะ 1% หรือมากกว่านั้น



 มาดูหุ้นตัวต่อไป ธนาคารธนชาติให้สังเกตที่ P/E ครับทำไมจากอยู่ 9.49 มาเหลือที่ 4.31เท่านั้นเกิดจากมีกำไรพิเศษที่เพิ่มมาจากนโนบายรถคันแรกของรัฐบาลกับทางธนชาติได้ขายธุรกิจประกันให้กับ บริษัท prudential ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นเมือไปหารกับราคาแล้วจึงทำให้ P/E ลดลง ดังนั้น P/E ที่มาแสดงนี้นั้นจะไม่สามารถใช้ได้ ผมเองได้เผื่อความเสี่ยงให้ P/E เท่ากับ 8.5 เท่าซึ่งผมเองก็รับได้  แต่เนื่องจาก P/BV อยู่ที่  0.85 เท่าถือว่าน่าลงทุน ROE อยุ่ที่ 13.53 เท่า ใช้ค่าของปี 2012 เนื่องจากตอนนั้นยังไม่ได้ Book กำไรพิเศษลงไป ปันผล 4.6% ถือว่าใช้ได้ครับ ตามภาพด้านล่างนั้นตามที่บอกหนี้ของธนาคารคือเงินฝาก และ รายได้ส่วนหนึ่งของธนาคารหลักๆนั้นมาจากการปล่อยกู้และสินเชื่อ




มาดูหุ้นตัวที่สาม BTS รายได้หลักๆมาจากการเดินรถและค่าโดยสารเป็นหลัก ปี 2013 นั้นมีการ book กำไรพิเศษจากการขาย หน่วยลงทุน BTSGIF แล้วเอามาหมุนเป็นเงินเพื่อใช้หนี้ เลยทำให้ส่วนของ P/E นั้นดูเหมือนถูกแต่จริงๆนั้นไม่ถูกเลย P/BV 1.82 เท่าไม่น่าสนในเลย สรุป P/E ไม่สามารถใช้ได้เนื่องจจากมีกำไรพิเศษ การหมุนเงินจากการขาย BTSGIF ไปใช้หนี้นั้นทำให้ D/E หรือหนี้ต่อส่วนผู้ถือหุ้นลดลงถือว่าดี สรุปแล้วราคาหุ้นนี้ยังไม่น่าซื้อและแพงด้วย



จากที่เอามาให้หุ้นมาให้ดูนนั้นไม่ได้ให้ซื้อตามนะครับบอกไว้ก่อน ที่เอามาเพื่อเป็นการดูและวิเคราะห์ว่าหุ้นถูกแพงดูที่อะไรเป็นหลักแต่ บางอย่างก็ต้องใช้ข้อมูลจากที่อื่นประกอบเช่นกำไรพิเศษ เพื่อไม่ให้วิเคราะห์ผิดพลาดและส่งผลกระทบต่อการลงทุนและ อื่น ส่วน P/BV นั้นไม่สามารถใช้ได้กับบริษัทที่ดำเนิน การให้บริการหรือ Holding company เนื่องจากทรัพย์สินนั้นจับต้องไม่ได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น