วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

การวางแผนการเงิน ฉบับ เจาะลึก

การวางแผนการเงิน ฉบับ เจาะลึก

            บทความนี้ผมขอเขียนในส่วนของการวางแผนการเงิน ฉบับ เจาะลึกเนื่องจากอยากจะเตือนสติเกี่ยวกับการใช้เงินและบริหารจัดการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ หรือ ไม่มีการบริหารจัดการเงินรวมถึงไม่เห็นความสำคัญด้านการจัดการเงิน และ ที่สำคัญคอไม่มี เงินสำรองฉุกเฉิน ที่เอาไว้รองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด เราจะมาเจาะลึกกันวางการวางแผนด้านการเงินควรทำอะไรบ่าง แต่ต้องมี
วินัย

            การวางแผนจัดการการเงิน คือ การบริหารการจัดการเงินเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงด้านการเงินในระดับของส่วนบุคคล ทีนี้เราจะมาจัดการเรื่องเงินกันเป็นข้อๆกัน
1.     รายรับทุกเดือนของคุณนั้นเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของคุณทุกเดือนหรือไม่ ถ้าไม่พอ คุณก็ไม่มีเงินเก็บแน่นอน ต้องจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม เช่น จากการทำงานเสริมพิเศษ

2.     คุณมีเงินเก็บทุกเดือนหรือไม่ อย่างน้อย 10% ทุกเดือน เพื่อที่เก็บไว้เป็นเงินสำรองยามจำเป็น แต่ว่าต้องสำรองเงินเท่าไรล่ะ ก็ทำตามข้อด้านล่างเลยครับ
a.     สำรองเงิน 3-6 เท่าค่าใช้จ่ายในแต่ล่ะเดือน เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่า 3-6 เดือนนี้ ถ้าไม่รายได้เข้ามา คุณก็ยังอยู่รอดได้ 3-6 เดือน ซึ่งในข้อนี้จะเป็นพื้นฐานขั้นต่ำที่ทุกคนควรจะมี
b.     ถ้าเพิ่มความยากเข้าไปอีกก็สำรองเงิน 3-6 เท่าของรายได้ อันนี้ก็จะ Safe ขึ้นมาหน่อย
c.     ถ้าใครอยาก Safe สุดๆ ก็แนะนำว่าให้เก็บเงินเท่ากับวงเงินบัตรเครดิตที่เรามี เช่น มีบัตร 2 ใบ ใบแรกวงเงิน 100,000 อีกใบ 80,000 ก็ 180,000 ส่วนใครไม่มีบัตรเครดิตก็แนะนำว่าก็แค่ข้อ 2 ก็พอครับ
d.     เงินที่เก็บไว้นั้นแนะนำว่าควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ดอกเบี้ยสูง และ ถอนได้ตลอดเวลา

ในสภาวะวิกฤติ เงินสด นั้นย่อมสำคัญเสมอ

3.     บริหารจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้ดี เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่ายห้ามหนี ในกรณีที่คุณ อาจจะผ่อนไม่ไหว หรือ ขาดสถาพคล่องด้านการเงินจนไม่สามารถผ่อนได้ตามปกติ ให้รีบคุณกับสถาบันการเงินอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องหรือยึดทรัพย์ ซึ่งการผ่อนผันการซำระหนี้ ขึ้นอยู่กับ นโยบายแต่ล่ะสถาบันการเงิน บางที่อาจจะให้ชำระแต่ดอกเบี้ย บางที่ก็พักชำระทั้งต้นและดอกเบี้ยได้ ต้องติดต่อและเจรจาดูครับ

4.     ในการกู้ซื้อบ้านและรถ ก่อนผ่อนต้องคำนวณให้ดีว่า เราจะผ่อนได้เท่าไร สิง่นั้นจำเป็นหรือไม่ในการซื้อ ทั้งที่เราก็ต้องเก็บเงิน 10% ทุกเดือนต่อไป โดยปกติค่าผ่อน บ้าน รถ และ อื่นๆ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ โดย ยังไม่รวมเงิน ค่าตำแหน่ง ค่า OT หริ เงินค่าใบประกอบวิชาชีพ เพราะ ถ้าเกิดวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมาแล้วสิ่งแรกที่โดนลดคือค่าตำแหน่ง ค่า OT หริ เงินค่าใบประกอบวิชาชีพ ถ้าไม่ทำตามนี้รับรองลำบากแน่นอน อย่ากู้แบบเต็ม MAX

5.     ในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ในสภาวะวิกฤติ
a.     เงินสด เป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในสภาวะวิกฤติเพราะ เนื่องจาก มีสภาพคล่องสูงเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่นๆได้ง่าย ใช้ได้ง่ายซึ่ง เงินสำรองในข้อ 2 นั้นก็ต้องลงในในสินทรัพย์ประเภทนี้
b.     พันฐบัตร เป็นสินทรัพย์ไม่ควรลงทุนในสภาวะนี้ เพราะ รัฐบาลอาจจะถูก Downgrade และทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นและเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์นี้ต่ำลง
c.     หุ้นกู้ เป็นสินทรัพย์ที่คล้ายกับพันฐบัตรแต่ ความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นอาจจะเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หรือล้มละลายได้ ซึ่งทำให้คนที่ลงทุนอาจจะขาดทุนเยอะหรือสูญเงินต้นไปได้
d.     หุ้น เป็นสินทรัพย์ไม่ควรลงทุนในสภาวะนี้ในช่วงต้นของสภาวะแบบนี้ แต่ราคาของสินทรัพย์นี้จะต่ำลงในช่วงกลางๆของสถาวะนี้ ซึ่งสามารถซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบมาก ได้ในราคาถูก
e.     ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในสภาวะแบบนี้ เพราะ เป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าตัวเองได้ และเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้ง่าย
f.      กองทุนอสังหา สินทรัพย์ตัวนี้จะเหมือนกับหุ้น ซึ่งก็ต้องเลือกใน กองทุนอสังหาที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น คลังสินค่าขนส่งอาหาร เป็นต้น

ในช่วงที่บทความนี้เขียนขึ้นมาในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดและ ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสภาวะชะงักงั้นทันที เป็นผลกระทบจากมาตรการ Shutdown เมืองหรือประเทศ ร้านค้าและธุรกิจต่างๆ จำเป็นต้องหยุดตามคำสั่งมาตรการของรัฐบาล การวางแผนการเงินจริงๆนั้นควรเตรียมตัวตอนที่อยู่สภวะปกติหรือช่วงที่มีรายได้อยู่ ถ้ามาเตรียมตัวในช่วงวิกฤตินั้นไม่สามารถทำได้ และ คนไทยส่วนใหญ่ในระดับล่างนั้นมีการก่อหนี้ที่สูงมากเป็นปหระวัติการณ์ในช่วง Q1/ 2020 แล้วพอวิกฤติมาทำให้ประชาชนส่วนใหญ่นั้นลำบากและประสบปัญหาด้านการลงทุน ขอให้โชคดีในการใช้ชีวิตและการลงทุนครับ