การวางแผนการเงิน
ฉบับ เจาะลึก
บทความนี้ผมขอเขียนในส่วนของการวางแผนการเงิน
ฉบับ เจาะลึกเนื่องจากอยากจะเตือนสติเกี่ยวกับการใช้เงินและบริหารจัดการเงินของคนไทยส่วนใหญ่
ยังอยู่ในระดับที่ต่ำ หรือ ไม่มีการบริหารจัดการเงินรวมถึงไม่เห็นความสำคัญด้านการจัดการเงิน
และ ที่สำคัญคอไม่มี เงินสำรองฉุกเฉิน ที่เอาไว้รองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด
เราจะมาเจาะลึกกันวางการวางแผนด้านการเงินควรทำอะไรบ่าง แต่ต้องมี
วินัย
การวางแผนจัดการการเงิน
คือ การบริหารการจัดการเงินเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความมั่นคงด้านการเงินในระดับของส่วนบุคคล
ทีนี้เราจะมาจัดการเรื่องเงินกันเป็นข้อๆกัน
1.
รายรับทุกเดือนของคุณนั้นเพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของคุณทุกเดือนหรือไม่
ถ้าไม่พอ คุณก็ไม่มีเงินเก็บแน่นอน ต้องจำเป็นต้องหารายได้เพิ่ม เช่น
จากการทำงานเสริมพิเศษ
2.
คุณมีเงินเก็บทุกเดือนหรือไม่
อย่างน้อย 10% ทุกเดือน
เพื่อที่เก็บไว้เป็นเงินสำรองยามจำเป็น แต่ว่าต้องสำรองเงินเท่าไรล่ะ
ก็ทำตามข้อด้านล่างเลยครับ
a.
สำรองเงิน
3-6 เท่าค่าใช้จ่ายในแต่ล่ะเดือน
เพื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ซึ่งหมายความว่า 3-6 เดือนนี้ ถ้าไม่รายได้เข้ามา
คุณก็ยังอยู่รอดได้ 3-6 เดือน ซึ่งในข้อนี้จะเป็นพื้นฐานขั้นต่ำที่ทุกคนควรจะมี
b.
ถ้าเพิ่มความยากเข้าไปอีกก็สำรองเงิน
3-6 เท่าของรายได้ อันนี้ก็จะ Safe ขึ้นมาหน่อย
c.
ถ้าใครอยาก Safe สุดๆ ก็แนะนำว่าให้เก็บเงินเท่ากับวงเงินบัตรเครดิตที่เรามี
เช่น มีบัตร 2 ใบ ใบแรกวงเงิน 100,000 อีกใบ 80,000 ก็ 180,000
ส่วนใครไม่มีบัตรเครดิตก็แนะนำว่าก็แค่ข้อ 2 ก็พอครับ
d.
เงินที่เก็บไว้นั้นแนะนำว่าควรเก็บไว้ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์
ดอกเบี้ยสูง และ ถอนได้ตลอดเวลา
ในสภาวะวิกฤติ เงินสด
นั้นย่อมสำคัญเสมอ
3.
บริหารจัดการหนี้สินที่มีอยู่ให้ดี
เมื่อเป็นหนี้ก็ต้องจ่ายห้ามหนี ในกรณีที่คุณ อาจจะผ่อนไม่ไหว หรือ
ขาดสถาพคล่องด้านการเงินจนไม่สามารถผ่อนได้ตามปกติ ให้รีบคุณกับสถาบันการเงินอย่างเร่งด่วนเพื่อหาทางออกร่วมกัน
เพื่อไม่ให้เกิดการฟ้องร้องหรือยึดทรัพย์ ซึ่งการผ่อนผันการซำระหนี้ ขึ้นอยู่กับ
นโยบายแต่ล่ะสถาบันการเงิน บางที่อาจจะให้ชำระแต่ดอกเบี้ย
บางที่ก็พักชำระทั้งต้นและดอกเบี้ยได้ ต้องติดต่อและเจรจาดูครับ
4.
ในการกู้ซื้อบ้านและรถ
ก่อนผ่อนต้องคำนวณให้ดีว่า เราจะผ่อนได้เท่าไร สิง่นั้นจำเป็นหรือไม่ในการซื้อ ทั้งที่เราก็ต้องเก็บเงิน
10% ทุกเดือนต่อไป
โดยปกติค่าผ่อน บ้าน รถ และ อื่นๆ ไม่ควรเกิน 40% ของรายได้
โดย ยังไม่รวมเงิน ค่าตำแหน่ง ค่า OT หริ
เงินค่าใบประกอบวิชาชีพ เพราะ ถ้าเกิดวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจขึ้นมาแล้วสิ่งแรกที่โดนลดคือค่าตำแหน่ง
ค่า OT หริ เงินค่าใบประกอบวิชาชีพ
ถ้าไม่ทำตามนี้รับรองลำบากแน่นอน อย่ากู้แบบเต็ม MAX
5.
ในส่วนของการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
ในสภาวะวิกฤติ
a.
เงินสด
เป็นสินทรัพย์ที่มีค่ามากที่สุดในสภาวะวิกฤติเพราะ เนื่องจาก มีสภาพคล่องสูงเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์อื่นๆได้ง่าย
ใช้ได้ง่ายซึ่ง เงินสำรองในข้อ 2 นั้นก็ต้องลงในในสินทรัพย์ประเภทนี้
b.
พันฐบัตร
เป็นสินทรัพย์ไม่ควรลงทุนในสภาวะนี้ เพราะ รัฐบาลอาจจะถูก Downgrade และทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นและเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์นี้ต่ำลง
c.
หุ้นกู้
เป็นสินทรัพย์ที่คล้ายกับพันฐบัตรแต่
ความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้นอาจจะเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้หรือล้มละลายได้
ซึ่งทำให้คนที่ลงทุนอาจจะขาดทุนเยอะหรือสูญเงินต้นไปได้
d.
หุ้น
เป็นสินทรัพย์ไม่ควรลงทุนในสภาวะนี้ในช่วงต้นของสภาวะแบบนี้ แต่ราคาของสินทรัพย์นี้จะต่ำลงในช่วงกลางๆของสถาวะนี้
ซึ่งสามารถซื้อหุ้นบริษัทดีๆ ธุรกิจไม่ได้รับผลกระทบมาก ได้ในราคาถูก
e.
ทองคำ
เป็นสินทรัพย์ที่มีค่าในสภาวะแบบนี้ เพราะ เป็นสินทรัพย์ที่รักษามูลค่าตัวเองได้
และเปลี่ยนเป็นเงินสกุลอื่นได้ง่าย
f.
กองทุนอสังหา
สินทรัพย์ตัวนี้จะเหมือนกับหุ้น ซึ่งก็ต้องเลือกใน
กองทุนอสังหาที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบน้อย เช่น คลังสินค่าขนส่งอาหาร
เป็นต้น
ในช่วงที่บทความนี้เขียนขึ้นมาในช่วงที่เกิดวิกฤติโรคระบาดและ
ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสภาวะชะงักงั้นทันที เป็นผลกระทบจากมาตรการ Shutdown เมืองหรือประเทศ ร้านค้าและธุรกิจต่างๆ
จำเป็นต้องหยุดตามคำสั่งมาตรการของรัฐบาล
การวางแผนการเงินจริงๆนั้นควรเตรียมตัวตอนที่อยู่สภวะปกติหรือช่วงที่มีรายได้อยู่
ถ้ามาเตรียมตัวในช่วงวิกฤตินั้นไม่สามารถทำได้ และ
คนไทยส่วนใหญ่ในระดับล่างนั้นมีการก่อหนี้ที่สูงมากเป็นปหระวัติการณ์ในช่วง Q1/
2020 แล้วพอวิกฤติมาทำให้ประชาชนส่วนใหญ่นั้นลำบากและประสบปัญหาด้านการลงทุน
ขอให้โชคดีในการใช้ชีวิตและการลงทุนครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น